แม่โจ้ในอดีต
-

แม่โจ้ให้อะไรบ้าง
แม่โจ้ให้อะไรบ้าง โดย ถมยา บุนยเกตุ ราวต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นเวลาปิดเทอมปลาย และกําลังใกล้จะเปิดเทอมปีการศึกษาต่อไป คุณพ่อข้าพเจ้าเรียกตัวให้ไปพบแล้วก็บอกว่า “พ่อจะส่งลูกไปเรียน วิชาการเพาะปลูกที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่” ข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้นอกจากกล่าวคําว่า “ครับ” อย่างเดียว ถ้าจะนับว่าข้าพเจ้าเป็นลูกแม่โจ้ก็นับได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สาเหตุที่ข้าพเจ้าถูกส่งไปเรียนวิชาเกษตร ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าคุณพ่อและพี่ชายข้าพเจ้าปรึกษากันดีแล้ว เพราะขณะนั้นพี่ชายข้าพเจ้าได้รับราชการอยู่กรมเกษตรและได้เรียนสําเร็จวิชาการเกษตรมาจากต่างประเทศ ประกอบกับคุณพ่อของข้าพเจ้ามีสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มะม่วง ชมพู่ ฝรั่ง หมาก กล้วย มะขามหวาน ฯลฯ และยังเลี้ยงเป็ดอีกจํานวนมาก คงจะเห็นบทบาทของการเกษตรว่ามีทางก้าวหน้าในอนาคต ต่อมาคุณแม่ก็ได้ไปตระเตรียมซื้อของใช้ที่จําเป็น เพื่อให้ข้าพเจ้าไปใช้สอยในการศึกษาที่แม่โจ้ สําหรับตัวข้าพเจ้าในระหว่างนั้น ต้องไปติดต่อการสมัครเรียนที่กระทรวงธรรมการ ซึ่งขณะนั้นอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ภายหลังได้เปลี่ยนเป็น กรมกสิกรรม ในวันที่ 4 มิถุนายน 2478 ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพพร้อมกับนักเรียนที่ร่วมเดินทางในขบวนรถด่วนจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ ประมาณเกือบ 200 คน วันนั้นที่สถานีหัวลําโพงมีผู้คนมากมาย คงจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมาส่ง สําหรับผู้ที่จะไปคงมีความตื่นเต้นและดีใจที่จะได้ไปเชียงใหม่ที่เขาลือกันนักว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงาม…
-

ครั้งหนึ่งในแม่โจ้
ครั้งหนึ่งในแม่โจ้ โดย คุณหญิงช่วงเกษตรศิลปการ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2476 ต้น ๆ เดือน เดินทางไปเชียงใหม่ทั้งครอบครัว การเดินทางไปครั้งนี้ เนื่องจากคุณพระช่วงต้องย้ายไปรับราชการที่นั่นในตําแหน่งหัวหน้าสถานีทดลองกสิกรรมกลางดงกลางป่า ที่ห้วยแม่โจ้ อําเภอสันทราย เวลานั้นเพิ่งเริ่มสร้างสถานี ไม่มีอาคารบ้านเรือนพอจะอาศัยได้ ต้องปลูกกระต๊อบหลังคาใบตองตึง ฝาตองตึงอยู่ แต่เรือนที่สร้างด้วยใบไม้นี้หน้าร้อนอยู่สบายที่สุด (ตัวดิฉันเองเวลานี้ก็อยากอยู่บ้านเล็ก ๆ หลังคาจากฝาจาก แต่เทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกในเขต) ผู้ที่ทํางานเริ่มที่สถานีทดลองทุกคนอยู่กระต๊อบทั้งนั้น ตอนแรกครอบครัวต้องเช่าบ้านอยู่ในเวียงก่อน พอปลูกกระต๊อบเสร็จก็ย้ายไปแม่โจ้ เพราะ คุณพระช่วงเสียดายเงินค่าเช่าบ้าน ซึ่งเวลานั้นเดือนหนึ่งเจ้าของบ้านเขาเรียกร้องเอาตามอัตราเงินเดือน เป็นเงินเดือนละหลายร้อยบาท ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดาค่าเช่าจะน้อยกว่าตั้งครึ่ง ตอนแรก ๆ ไปอยู่แม่โจ้ มีพวกแม่ค้านําของมาขาย มีมะม่วงแก้ว กล้วยน้ำว้า สัปรด มะเขือเทศอย่างเป็นพวง ๆ ตอนหลังจะส่งผักอะไร แม่ค้าจะพยายามหามาให้ เพราะได้ราคาแพงกว่าขายคนอื่น มีคนเอาดอก บีโกเนียเสียบผมมาขายของ ตอนหลังสั่งให้หาต้นมา ได้มาประมาณ 10 กว่ากระถาง ปลูกไว้เต็มนอกชาน มากรุงเทพฯ 10 กว่าวัน…
-

แม่โจ้ในความทรงจำของข้าพเจ้า
แม่โจ้ในความทรงจำของข้าพเจ้า ประเทือง ประทีปะเสน ข้าพเจ้าเผอิญได้มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในแม่โจ้ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2482 เริ่มเข้าไปอยู่ในฐานะผู้ช่วยหัวหน้าสถานีทดลองภาค 5 แทนคุณยอด (George) คมสัน ก่อนที่จะเดินทางไป ก็ได้รับคําบอกเล่าที่สับลนทั้งทางดีและทางร้าย โดยที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม คําบอกเล่าในทางดีก็มีในแง่ว่าได้ไปอยู่ในเมืองคนงาม มีแต่ความสงบเรียบร้อย สนุกสนาน ในแง่ร้ายก็คือ ไปอยู่แม่โจ้ก็เหมือนถูกเนรเทศ ในโรงเรียน (เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มีแต่เด็กนักเลงเกเร โรงเรียนก็อยู่ห่างจากตัวเมืองตั้ง 17 กิโลเมตร ถนนติดต่อจากตัวเมืองก็ขรุขระ มีแต่ฝุ่นในฤดูแล้ง และมีแต่โคลนในฤดูฝน บริเวณสถานีทดลองและโรงเรียนก็เป็นที่ๆ แห้งแล้งปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น ทั้งที่ข้าพเจ้าผ่านวิทยาลัยเกษตรที่มีชื่อว่าเป็นที่ ๆ ลําบากมากก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้ จึงเตรียมตัวไปพอสมควรแก่ที่คิดว่าจะไปอยู่ในที่กันดาร มีมุ้ง ที่นอน ถ้วยโถโอชามและมีเด็ก (หนุ่ม) ไปด้วย 1 คน เพื่อจะได้ไปหุงหารับประทาน ข้าพเจ้าเดินทางโดยรถด่วนเชียงใหม่ชั้น 2 นอน (ตามสิทธิข้าราชการชั้นโทอันดับ 1) และจําได้ว่าไปนั่งอยู่กับข้าราชการอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พิพากษาถูกย้ายไปประจําแม่ฮ่องสอน (ภายหลังทราบว่าเป็นบิดาอาจารย์ประวัติ สายทองสุก และไปเสียชีวิตด้วยไข้มาเลเลียที่แม่ฮ่องสอน) ต่างก็สนทนากันไปถึงที่ ๆ…