Skip to content Skip to footer

จากความรักในพืชผักสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์

          เส้นทางนักวิชาการของ อาจารย์ ดร.แสงเดือน อินชนบทผู้ขับเคลื่อนอาหารปลอดภัยจากแปลงเกษตรสู่สังคม

          ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การพัฒนาเกษตรอินทรีย์จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของภาคการเกษตรไทย นักวิชาการด้านพืชสวนจำนวนไม่น้อย จึงมุ่งมั่นศึกษาวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน

          หนึ่งในนักวิชาการที่มีบทบาทสำคัญในด้านนี้ คือ อาจารย์ ดร.แสงเดือน อินชนบท อาจารย์ประจำสาขาพืชผัก หลักสูตรสาขาวิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ทุ่มเททำงานด้านการผลิตพืชผักในระบบเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร นักศึกษา และสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพอาหารและสุขภาพของผู้บริโภค 

          ด้วยความรักในธรรมชาติและความมุ่งมั่นในการทำงาน อาจารย์แสงเดือนจึงสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมแนวคิดการผลิตอาหารปลอดภัยในสังคมไทย

เส้นทางการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน

          อาจารย์ ดร.แสงเดือน อินชนบท เริ่มต้นเส้นทางการศึกษาในด้านพืชผักที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยศึกษาต่อเนื่องในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในสาขาพืชสวน ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้านพันธุศาสตร์ที่คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งช่วยเสริมองค์ความรู้ด้านวิชาการและการวิจัยในสายงานพืชสวนมาอย่างต่อเนื่อง

          เส้นทางการทำงานของอาจารย์เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2544 โดยปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ต่อมาด้วยเหตุผลด้านภารกิจครอบครัว จึงได้ย้ายกลับมาปฏิบัติงานในตำแหน่งนักวิชาการเกษตรที่สำนักฟาร์มของมหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2548 หลังจากสะสมประสบการณ์ด้านการทำงานภาคสนามและการจัดการฟาร์มเกษตรมาหลายปี ในปี พ.ศ. 2560 อาจารย์จึงได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำสาขาพืชผักที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และดำเนินงานด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการวิชาการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

          ปัจจุบัน อาจารย์ ดร.แสงเดือน อินชนบท เป็นอาจารย์ประจำสาขาพืชผัก หลักสูตรสาขาวิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เส้นทางการศึกษาของอาจารย์ก็ผูกพันกับสายพืชผักโดยตรงมาตั้งแต่ต้น ทั้งระดับปริญญาตรีในสาขาพืชผัก ปริญญาโทด้านพืชสวน และปริญญาเอกด้านพันธุศาสตร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ อาจารย์แสงเดือนไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้เพราะความบังเอิญ แต่เลือกมันด้วยความตั้งใจและความชื่นชอบอย่างชัดเจน

          อาจารย์แสงเดือนเล่าว่า แม้ในเวลานั้นจะมีทางเลือกจากหลายสถาบัน แต่อาจารย์ตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพราะเชื่อมั่นในแนวทางการเรียนรู้ที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี โดยเธอกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “หนังสือมันอ่านทันกัน แต่ปฏิบัติใครทำใครก็ได้” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สะท้อนวิธีมองโลกของนักเกษตรอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอาจารย์กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงไม่ได้เป็นเพียงความผูกพันทางวิชาชีพ แต่ยังเป็นความรู้สึกขอบคุณต่อพื้นที่ที่หล่อหลอมทั้งความคิด วินัย และตัวตนของเธอในฐานะคนทำงานเกษตร อาจารย์แสงเดือนพูดไว้อย่างกินใจว่า “หากไม่มีแม่โจ้และไม่มีสาขาพืชผัก ก็อาจไม่มีอาจารย์แสงเดือน” ในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เพราะความรักใน “ผัก” ไม่ใช่เพียงความชอบ แต่เป็นวิถีชีวิต

          บางคนค้นพบเส้นทางชีวิตจากโอกาส บางคนค้นพบจากประสบการณ์ แต่สำหรับ อาจารย์ ดร.แสงเดือน อินชนบท เส้นทางชีวิตของเธอดูเหมือนจะเริ่มต้นจากความรู้สึกที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือความชอบส่วนตัวที่ค่อย ๆ เติบโตเป็นความรักในวิชาชีพ และกลายเป็นงานที่ทำด้วยความสุขมาตลอดหลายทศวรรษ ในบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม อาจารย์แสงเดือนเล่าย้อนถึงตัวตนของอาจารย์อย่างเรียบง่ายว่า อาจารย์เป็นคนที่ “ชอบกินผัก ชอบปลูกผัก ชอบเห็นอะไรสีเขียว ๆ” และเพราะความชอบนั้นเอง จึงทำให้ “ผัก” ไม่ได้เป็นเพียงพืชที่ปลูกในแปลง หรือ เนื้อหาในชั้นเรียน แต่เป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิธีคิด วิถีชีวิต และหัวใจของคนทำงานเกษตรคนหนึ่งอย่างมีใจรัก ประโยคนี้อาจดูธรรมดา แต่เมื่อฟังบทที่ได้สัมภาษณ์อาจารย์ ควบคู่กับเรื่องราวทั้งชีวิต มันคือจุดเริ่มต้นของคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดว่า ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งจึงยืนหยัดอยู่กับงานพืชผักได้อย่างไม่เคยหมดแรง และทำไมคำว่า “อาหารปลอดภัย” จึงไม่ใช่เพียงหัวข้อทางวิชาการสำหรับอาจารย์ หากเป็นภารกิจที่มีความหมายต่อชีวิตผู้คนจริง ๆ

ความเชี่ยวชาญที่ไม่ใช่แค่ “ปลูกผัก” แต่คือการเข้าใจชีวิตของพืช

          เมื่อพูดถึงความเชี่ยวชาญ อาจารย์แสงเดือนระบุอย่างชัดเจนว่า งานที่อาจารย์ถนัดคือ การผลิตพืชผัก โดยเฉพาะ การผลิตผักสดและเมล็ดพันธุ์ในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นงานที่อาจารย์รับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลับมาดูแลงานด้านเกษตรอินทรีย์ของสาขาพืชผัก และเกี่ยวข้องกับระบบการปลูกผักอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน IFOAM แต่หากมองลึกลงไป ความเชี่ยวชาญของอาจารย์แสงเดือนไม่ได้มีเพียงในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความละเอียดอ่อนในการสังเกตธรรมชาติของพืช อาจารย์อธิบายประสบการณ์การทำงานในแปลงด้วยถ้อยคำที่สะท้อนความผูกพันอย่างมากว่า อาจารย์รู้สึกเหมือน “พูดกับต้นไม้รู้เรื่อง” และเมื่อได้ลงแปลงทุกวัน ได้สังเกต ได้สัมผัส ได้เข้าใจความต้องการของพืช ก็ยิ่งทำให้งานด้านนี้กลายเป็นความสุขมากกว่าความเหนื่อยยาก

          สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในสายเกษตร คำพูดเช่นนี้อาจฟังดูเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึก แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือหัวใจของการทำงานกับธรรมชาติ โดยเฉพาะในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ไม่อาจอาศัยเพียงสูตรสำเร็จ หากต้องอาศัยการสังเกต การปรับตัว และความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ยังอธิบายด้วยว่า ความยากง่ายของงานนี้ขึ้นอยู่กับ “ใจ” ของคนทำล้วน ๆ หากไม่รักก็ย่อมรู้สึกว่ายาก แต่ถ้ารัก แม้งานที่คนอื่นมองว่าเหนื่อย ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างสนุกในทุกวัน

ความรักในงานเกษตร: พลังขับเคลื่อนของการทำงาน

          สิ่งสำคัญที่ทำให้อาจารย์แสงเดือนสามารถทำงานในสายเกษตรมาอย่างยาวนาน คือ ความรักและความผูกพันกับพืชและธรรมชาติ อาจารย์มองว่าการทำเกษตรไม่ใช่เพียงงาน แต่เป็นวิถีชีวิตที่ทำให้เกิดความสุข การได้ลงแปลงปลูกพืชและดูแลต้นไม้ด้วยตนเองช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของพืชและสามารถพัฒนาวิธีการปลูกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม แม้การทำเกษตรต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อน ฝน หรือความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่สำหรับผู้ที่รักในงานเกษตรแล้ว สิ่งเหล่านี้กลับเป็นความท้าทายที่ทำให้การทำงานมีความหมายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

จากงานพืชผักอินทรีย์ สู่ภารกิจเรื่องอาหารปลอดภัย

          อาจารย์แสงเดือนมองว่า งานด้านเกษตรในวันนี้มีความหมายมากกว่าเรื่องผลผลิตหรือรายได้ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารของสังคม ในโลกที่กำลังเผชิญทั้งภาวะ Climate Change ความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม ภัยสงคราม และความไม่แน่นอนด้านอาหาร อาจารย์มองว่าคนทำงานเกษตรต้องคิดไกลไปถึงคำถามว่า จะทำอย่างไรให้อาหารยังคงมีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้คนต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่ออาจารย์ทำงานอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์ จึงยิ่งเห็นชัดว่า ปัญหาสุขภาพของผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อมโยงกับอาหารที่บริโภค และอาหารที่มีสารปนเปื้อนคือสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม อาจารย์แสงเดือนกล่าวไว้ชัดเจนว่า สิ่งหนึ่งที่อยากถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้ คือการทำอาหารที่ปลอดภัยให้คนรอบตัวได้รับประทาน เพราะนั่นไม่ใช่เพียงการประกอบอาชีพ แต่เป็นคุณค่าของการทำงานที่ส่งผลดีต่อสังคมในระยะยาว

          อย่างไรก็ตาม แม้อาจารย์จะทำงานด้านอินทรีย์อย่างเข้มข้น แต่ในการเรียนการสอน อาจารย์ไม่ได้จำกัดโลกทัศน์ของนักศึกษาไว้เพียงระบบเดียว แต่ยังเน้นให้เรียนรู้ทุกระบบการผลิต ทั้งระบบใช้สารเคมี ระบบปลอดภัย และระบบออร์แกนิก เพราะอาจารย์เข้าใจดีว่า นักศึกษาที่จบออกไปย่อมทำงานหลากหลายเส้นทาง บางคนอยู่ภาคการผลิต บางคนทำงานในภาคธุรกิจเกษตร และทุกคนควรมีความรู้เพียงพอที่จะทำงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ผลงานที่โดดเด่นในนามของ “สาขา” มากกว่าบุคคล

          แม้ในบทสัมภาษณ์ อาจารย์แสงเดือนจะกล่าวถึงผลงานของตนด้วยความถ่อมตัว และย้ำว่าเป็นผลงาน “ในนามของสาขาพืชผัก” มากกว่าจะเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่บทสนทนาก็สะท้อนให้เห็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งของอาจารย์และทีมงานในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือ การทำงานเกี่ยวกับ การคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์พืชผัก รวมถึง การผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อสนับสนุนงานสนองพระราชดำริ โดยบางสายพันธุ์ได้รับพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จากการดำเนินงานตามโครงการสนองพระราชดำริด้านการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช โดยเฉพาะการส่งเมล็ดพันธุ์ไปยังศูนย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงเวลาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง อาจารย์แสงเดือนอธิบายบทบาทนี้ว่า พวกเขาเปรียบเสมือน “ผู้เบื้องหลัง” ที่ทำงานเพื่อสนับสนุนเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญความยากลำบากอยู่ในพื้นที่จริง

          อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการออกแบบรูปแบบการปลูกผักให้เหมาะกับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ผ่านแนวคิดการยกแปลงปลูกเป็นโต๊ะ (พื้นที่ปลูกพืชแบบยืนปลูกหรือนั่งปลูกเหมือนกับปลูกบนโต๊ะ) เพื่อให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกายสามารถปลูกผักกินเองได้สะดวกขึ้น โดยอาจารย์แสงเดือนเล่าว่า จุดเริ่มต้นของงานนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการสร้างชื่อเสียง หากเกิดจากความตั้งใจง่าย ๆ ที่อยากช่วยให้คนที่ปลูกผักลำบากสามารถเข้าถึงการปลูกอาหารได้จริง แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่า สำหรับอาจารย์ “เกษตร” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการผลิต แต่ยังเป็นเครื่องมือเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้ ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากน้อยเพียงใด หรือมีข้อจำกัดทางกายภาพแบบใดก็ตาม

บทบาทในการบริการวิชาการและการทำงานกับเกษตรกร

          นอกจากบทบาทในฐานะผู้สอน อาจารย์แสงเดือนยังมีบทบาทสำคัญในการ บริการวิชาการแก่สังคม โดยการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ การทำงานร่วมกับเกษตรกรแท้จริงแล้วไม่ได้แค่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสู่ชุมชนเท่านั้น ทั้งนี้ ยังถือว่าเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการและเกษตรกร ซึ่งต่างมีประสบการณ์และความรู้ที่สามารถนำมาพัฒนาร่วมกันได้ อาจารย์แสงเดือนยังให้ข้อมูลว่า ทุกครั้งที่ได้ออกพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนต่าง ๆ ไม่ได้ไปในฐานะผู้สอน แต่อาจารย์ไปในฐานะร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เนื่องจากอาจารย์มองว่า กลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ บางท่านมีความเชี่ยวชาญมากกว่าอาจารย์ เพราะเกษตรกรถือได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรงมากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานกับเกษตรกรจึงถูกนำกลับมาปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงของภาคการเกษตร

นวัตกรรมการปลูกผักเพื่อสังคม

          หนึ่งในแนวคิดที่อาจารย์ให้ความสำคัญคือการพัฒนาระบบปลูกผักที่เหมาะสมกับทุกคนในสังคม เช่น

  • การปลูกผักในกระถาง
  • การปลูกผักในกระบะ
  • การปลูกผักบนโต๊ะยกสูง

          แนวทางนี้ช่วยให้ ผู้สูงอายุหรือผู้พิการสามารถปลูกผักได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องก้มทำงานกับพื้นดิน นวัตกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงานจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตอาหารในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มุมมองต่ออนาคตของการเกษตร

อาจารย์แสงเดือนมองว่าการเกษตรในอนาคตต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น
  • ความปลอดภัยของอาหาร

          ดังนั้น การพัฒนาการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยจึงเป็นภารกิจสำคัญของนักวิชาการด้านการเกษตร โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตอาหารในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้สารเคมีและสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

การทำงานที่ไม่เคยมีคำว่า “ท้อ”

          หนึ่งในประเด็นที่เป็นแรงบันดาลใจได้ดีที่สุดของบทสัมภาษณ์ คือคำตอบของอาจารย์แสงเดือน เมื่อถูกถามว่า “เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกท้อกับงานหรือไม่” คำตอบของอาจารย์ คือ “ไม่เคยมีคำว่าท้อ” ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่แม่โจ้ คำตอบนี้ไม่ได้หมายความว่า งานเกษตรเป็นงานง่าย ตรงกันข้าม อาจารย์รับรู้ดีว่าเกษตรต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความเหน็ดเหนื่อยจากงานภาคสนาม และความท้าทายจากปัญหาโรคพืช แมลง และสิ่งแวดล้อมที่ไม่แน่นอน แต่สิ่งที่ทำให้อาจารย์ยังอยู่กับงานได้ คือการเลือกมองอุปสรรคเป็นบทเรียน อาจารย์ยังกล่าวว่า เมื่อเจอปัญหา อาจารย์จะมองมันเป็น “หนังสือหนึ่งเล่ม” หรือ “บทเรียนหนึ่งบทเรียน” ที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร มากกว่าจะปล่อยให้มันกลายเป็นกำแพงขวางชีวิต

          นี่คือทัศนคติที่ทำให้คำว่า “ใจรัก” ในชีวิตของอาจารย์แสงเดือนไม่ได้เป็นเพียงคำสวยงาม หากเป็นพลังจริงที่ทำให้คนทำงานก้าวต่อไปได้แม้ในวันที่เผชิญกับความยากลำบาก

ข้อคิดในการทำงานของอาจารย์แสงเดือน อินชนบท “จงหาสิ่งที่รักให้เจอ”

          เมื่อพูดถึงข้อคิดสำหรับคนรุ่นหลัง อาจารย์แสงเดือนฝากแนวคิดไว้อย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายว่า “ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วมันจะมีความสุข” พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการ “หาตัวตนตัวเองให้เจอ” เพราะเมื่อพบสิ่งที่ใช่จริง ๆ การทำงานจะไม่ใช่ภาระ แต่จะเป็นเส้นทางที่มีความหมายและเต็มไปด้วยพลังในการเติบโต อาจารย์ยังมองความสำเร็จในแบบที่น่าสนใจว่า ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางเท่านั้น หากอยู่ที่ประสบการณ์ระหว่างทางด้วย คำพูดที่ว่า “ความสำเร็จของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย อยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทางที่เราเจอมากกว่า” เป็นประโยคที่สะท้อนวิธีคิดของคนที่ทำงานด้วยหัวใจได้อย่างชัดเจนที่สุดประโยคหนึ่ง

          ในอีกแง่หนึ่ง นี่คือคำชวนให้คนทำงานทุกวัยกลับมาทบทวนว่า บางทีสิ่งสำคัญของชีวิตอาจไม่ใช่เพียงการไปให้ถึงเป้าหมายเร็วที่สุด แต่คือการได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มความหมายกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในแต่ละวัน

รางวัล/ประกาศเกียรติคุณที่ได้รับ

1. รางวัลชนะเลิศ งานบริการวิชาการประจำปี 2554 มหาวิทยาลัยแม่โจ้
2. รางวัลผู้มีผลงานด้านบริการวิชาการ โดยได้รับเงินบริการวิชาการ รวมตามสัดส่วนจากแหล่งทุนภายในและภายนอก ไม่น้อยกว่า 500,00 บาท ประจำปี 2567 คณะผลิตกรรมการเกษตร
3. รางวัลผู้มีผลงานด้านบริการวิชาการ โดยได้รับเงินบริการวิชาการ รวมตามสัดส่วนจากแหล่งทุนภายในและภายนอก ไม่น้อยกว่า 500,00 บาท ประจำปี 2568 คณะผลิตกรรมการเกษตร

จากแปลงผักเล็ก ๆ สู่แนวคิดที่ต่อยอดได้ในระดับสังคม

          แม้เรื่องราวของอาจารย์แสงเดือนจะเริ่มต้นจากความรักส่วนตัวต่อพืชผัก แต่ปลายทางของแนวคิดนี้กลับขยายออกไปไกลกว่าตัวบุคคลอย่างมาก อาจารย์เชื่อว่าการปลูกผักกินเอง แม้ในพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพ การลดความเสี่ยงจากอาหารปนเปื้อน และการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนได้จริง

          อาจารย์แสงเดือนอธิบายว่า การปลูกผักในวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีแปลงขนาดใหญ่เสมอไป เพราะสามารถทำได้ทั้งในกระถาง ในพื้นที่แคบ หรือบริเวณชายคาบ้าน หากมีการจัดการอย่างเหมาะสมก็สามารถมีผักไว้บริโภคได้ตลอดปี อาจารย์จึงเชิญชวนให้ผู้คนหันมาปลูกผักรับประทานเอง เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวในระยะยาว

บทส่งท้าย

          เรื่องราวของ อาจารย์ ดร.แสงเดือน อินชนบท ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาจารย์ผู้หนึ่งในสาขาพืชผัก หากเป็นเรื่องของคนทำงานคนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อชีวิตได้อยู่กับสิ่งที่รักอย่างแท้จริง ความเหนื่อยยากจะไม่หายไปเสียทั้งหมด แต่จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสนุก ความหมาย และแรงขับเคลื่อนในการสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น

          จากความชอบเล็ก ๆ ในวัยเยาว์ สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ และอาหารปลอดภัย จากการยืนอยู่ในแปลงผัก สู่การยืนอยู่ในบทบาทอาจารย์ นักวิชาการ และผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง เรื่องราวของอาจารย์ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บางครั้งงานที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสายตาคนอื่น แต่คือ งานที่เราทำด้วยหัวใจ และทำให้โลกของผู้คนรอบตัวดีขึ้นได้จริง แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับบทบาทของอาจารย์ในฐานะครูผู้สอนและนักวิชาการบริการสังคม ที่ออกไปพบปะเกษตรกร แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน และนำประสบการณ์จริงกลับมาปรับใช้ในการเรียนการสอน อาจารย์แสงเดือนไม่ใช้คำว่า “สอน” กับเกษตรกร แต่ใช้คำว่า “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติจริงคือองค์ความรู้ที่มีคุณค่า และควรถูกเชื่อมต่อกลับมายังห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง

Maejo Hall of Fame
ฐานข้อมูลรางวัลเกียรติยศ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
Office

ฝ่ายจดหมายเหตุและคอลเล็กชั่นพิเศษ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ชั้น 3 เลขที่ 63 หมู่ 4 ต.หนองหาร
อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50290

Maejo University Archives © 2026. All Rights Reserved.

Go to Top