นักวิชาการด้านไม้ผลสู่ไม้ดอก
เส้นทางนักปรับปรุงพันธุ์พืชของ “อาจารย์เฉลิมศรี” ผู้สร้างสายพันธุ์ไม้ดอกไทยสู่สายตาของโลก
ในโลกของงานวิจัยด้านพืชสวน การปรับปรุงพันธุ์พืชถือเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ ความอดทน และความรักในธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะการสร้างสายพันธุ์ใหม่หนึ่งสายพันธุ์อาจต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปี
หนึ่งในนักวิจัยไทยที่อุทิศชีวิตให้กับการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกของประเทศไทย คือ อาจารย์เฉลิมศรี นนทสวัสดิ์ศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกที่โดดเด่น ทั้งการพัฒนาพันธุ์ ปทุมมา กระเจียว หน้าวัว และหงส์เหิน ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการพืชสวนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เส้นทางของอาจารย์ไม่ได้เริ่มต้นจากไม้ดอก แต่เริ่มต้นจากการเรียนด้าน ไม้ผล ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่โลกของไม้ดอก และกลายเป็นหนึ่งในนักปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกที่สำคัญของประเทศ
จุดเริ่มต้นของเส้นทางนักปรับปรุงพันธุ์พืช
อาจารย์เฉลิมศรีเริ่มต้นการศึกษาในสาขาพืชสวน โดยเน้นทางด้าน ไม้ผล ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท ซึ่งในช่วงนั้นงานวิจัยเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผล เช่น การศึกษาการปรับปรุงพันธุ์มะละกอ ชีวิตการเรียนในช่วงนั้นเต็มไปด้วยประสบการณ์ภาคสนาม เช่น การปีนต้นลำไยเพื่อเก็บข้อมูลวิจัย
“ครูจบทางด้านพืชสวนไม้ผล เรียนปริญญาตรีก็ไม้ผล ปริญญาโทก็ไม้ผล ไปปีนต้นลำไยอยู่”
หลังจากจบปริญญาโท อาจารย์ได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทเมล็ดพันธุ์ไม้ดอก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เพราะทำให้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับไม้ดอกเป็นครั้งแรก ไม่นานหลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2537 อาจารย์ได้เข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเริ่มทำงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกอย่างจริงจัง
“ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน เพราะเปลี่ยนสายจากไม้ผลมาเป็นไม้ดอก แต่ศาสตร์มันก็ไม่ได้ไกลกันมาก”
ข้อมูลเส้นทางการทำงานของอาจารย์เฉลิมศรี ซึ่งอาจารย์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า อาจารย์เริ่มต้นจากการศึกษาในสาขาพืชสวนไม้ผล โดยในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทได้มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านไม้ผลเป็นหลัก ก่อนจะมีโอกาสเปลี่ยนสายงานมาสู่การทำงานด้านไม้ดอกในเวลาต่อมา แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่เนื่องจากพื้นฐานทางวิชาการของศาสตร์พืชสวนมีความเชื่อมโยงกัน จึงสามารถปรับตัวและพัฒนางานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชได้อย่างต่อเนื่อง
ระหว่างการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่ประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ได้เริ่มทำงานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์และเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การถ่ายยีน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) และงานระดับโมเลกุล ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้เพิ่มเติม เมื่อกลับมาประเทศไทย แม้จะไม่สามารถดำเนินงานด้านพืชดัดแปลงพันธุกรรมได้เต็มรูปแบบจากข้อจำกัดด้านนโยบาย อาจารย์จึงนำความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาผสมผสานกับศาสตร์การปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกให้มีคุณลักษณะที่โดดเด่นและเหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น
ตลอดระยะเวลาการทำงาน อาจารย์ได้พัฒนางานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชหลายชนิด โดยเริ่มจากไม้ประดับแปลง เช่น กลุ่มผีเสื้อและเยอบีร่า ก่อนจะขยายไปสู่การปรับปรุงพันธุ์พริก โดยใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryo Culture) เพื่อแก้ปัญหาการผสมข้ามสายพันธุ์และเพิ่มความต้านทานโรคในพืช ซึ่งผลงานดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพันธุ์พืชของหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ
หนึ่งในผลงานสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจคือการพัฒนาลูกผสมระหว่างปทุมมาและกระเจียว โดยใช้เทคนิคการผสมข้ามชนิด (Interspecific Hybridization) ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการอย่างลึกซึ้ง ผลลัพธ์ที่ได้สามารถพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะโดดเด่น เช่น ก้านดอกยาว ใบขนาดเล็ก และอายุการใช้งานของดอกที่ยาวนานขึ้น จนสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นหลายสายพันธุ์ และมีบริษัทต่างประเทศซื้อลิขสิทธิ์ไปจดทะเบียนในต่างประเทศ
อีกหนึ่งผลงานที่สำคัญคือการพัฒนาพันธุ์ “หงส์เหิน” จากเดิมที่มีเพียงสีขาวและสีชมพูให้มีสีสันใหม่ที่สดใสขึ้น และได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่า “หังสรัต” ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะสร้างคุณค่าทางวิชาการแล้ว ยังสามารถนำไปส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร โดยทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้นกว่าสายพันธุ์ทั่วไปหลายเท่า
นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้พัฒนาพันธุ์หน้าวัวโดยใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อร่วมกับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อแก้ปัญหาด้านลิขสิทธิ์พันธุ์พืชและลดระยะเวลาในการพัฒนาพันธุ์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณสองปีจึงจะเห็นดอก สามารถลดระยะเวลาเหลือเพียงหนึ่งปี ทำให้ได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะดอกขนาดเล็กแต่ให้ดอกจำนวนมาก เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน
ผลงานทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนางานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง โดยผสมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการกับการประยุกต์ใช้จริง เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งในเชิงวิชาการ เศรษฐกิจ และการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจสำคัญของการทำงานในเส้นทางนักวิจัยด้านพืชสวน
ประสบการณ์ศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น
หลังจากเริ่มทำงานได้ไม่นาน อาจารย์ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง การเรียนต่อครั้งนั้นถือเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้ศาสตร์ใหม่เกือบทั้งหมด เช่น
- การถ่ายยีน
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture)
- เทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล
ซึ่งในช่วงนั้นอาจารย์แทบไม่เคยเรียนมาก่อน
“Tissue Culture ก็ไม่เคยเรียนมาก่อน ต้องไปเรียนใหม่หมดเลย แล้วก็เรียนทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลเพิ่มเติม”
ความรู้ที่ได้จากประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของงานวิจัยในเวลาต่อมา เพราะทำให้อาจารย์สามารถผสมผสานศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์พืชกับเทคโนโลยีชีวภาพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเชี่ยวชาญ
อาจารย์มีความเชี่ยวชาญหลักในด้าน การปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสายพันธุ์พืชให้มีลักษณะเด่นและเหมาะสมต่อการใช้งาน โดยเฉพาะการสร้างสายพันธุ์ลูกผสม (F1 Hybrid) เพื่อให้ได้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพและมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ดีขึ้น งานวิจัยในระยะแรกเริ่มต้นจากการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกหลากหลายชนิด ก่อนที่จะขยายไปสู่การพัฒนาพันธุ์ปทุมมาและพืชไม้ดอกชนิดอื่น ๆ ตามความต้องการของหน่วยงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรม
จุดเด่นของความเชี่ยวชาญของอาจารย์คือการผสมผสานองค์ความรู้จาก สองศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล (Molecular Biology) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาสายพันธุ์พืชให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพทำให้สามารถศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของพืช รวมถึงคัดเลือกและพัฒนาลักษณะที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
ในกระบวนการทำงาน อาจารย์ให้ความสำคัญกับการศึกษาทรัพยากรพันธุกรรมพืช (Germplasm) เพื่อค้นหาลักษณะเด่นของพืชแต่ละสายพันธุ์ จากนั้นจึงนำเทคนิคทางเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการปรับปรุงพันธุ์ หากลักษณะบางประการไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ก็จะใช้วิธีการผสมพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์ร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งด้านการปรับปรุงพันธุ์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้งานวิจัยของอาจารย์มีความลึกซึ้งและสามารถพัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญสำคัญที่สะท้อนถึงบทบาทของนักวิจัยด้าน การปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกควบคู่กับเทคโนโลยีชีวภาพ อย่างชัดเจน.
การสร้างนวัตกรรมพันธุ์ไม้ดอก
หลังจากกลับมาประเทศไทย อาจารย์ตั้งใจจะทำวิจัยเกี่ยวกับการย้ายยีนเพื่อสร้างพันธุ์พืชที่ต้านทานโรค แต่ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยมีการต่อต้านพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ทำให้ไม่สามารถทำงานวิจัยในแนวทางนั้นต่อได้ อาจารย์จึงหันกลับมาใช้ความรู้ด้าน การปรับปรุงพันธุ์พืชร่วมกับเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกแทน หนึ่งในแนวคิดสำคัญของอาจารย์คือการพยายามทำสิ่งที่ “แตกต่างจากงานวิจัยทั่วไป”
“ครูอยากทำอะไรที่ฉีกจากคนอื่น คนอื่นทำปทุมมาเฉย ๆ แต่ครูลองเอาปทุมมากับกระเจียวมาผสมกัน”
การผสมข้ามชนิดแบบนี้เปรียบได้กับการ “ผสมม้ากับลาให้ได้ล่อ” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยากมาก แต่ในที่สุดก็สามารถสร้างลูกผสมได้สำเร็จถึง 21 สายพันธุ์ และมีบริษัทซื้อลิขสิทธิ์ไปจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา
ผลงานที่สร้างชื่อเสียง
ตลอดระยะเวลาการทำงาน อาจารย์เฉลิมศรีมีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกหลายชนิด แต่ผลงานที่ภาคภูมิใจมากที่สุดคือ
- หงส์เหิน
เดิมพืชชนิดนี้มีเพียงสีขาวและสีชมพูเท่านั้น อาจารย์เฉลิมศรีสามารถพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่มี สีม่วง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในตลาด และได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่า “หังสรัต” ซึ่งอาจารย์ภูมิใจมาก ๆ กับผลงานชิ้นนี้
นอกจากนี้ยังมีการแจกพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปปลูก ทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปถึง 3 เท่า




- ปทุมมาและกระเจียว
อาจารย์สามารถพัฒนาลูกผสมระหว่างปทุมมาและกระเจียว ซึ่งเป็นการผสมข้ามชนิดที่ยากมาก การพัฒนาสายพันธุ์นี้ทำให้ได้ดอกไม้ที่มีคุณสมบัติเด่นขึ้น ดังนี้
- ก้านยาวขึ้น
- ใบเล็กลง
- กลีบดอกหนา
- อายุการใช้งานยาวขึ้น
และยังไม่เคยมีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ในลักษณะนี้มาก่อนในโลก

- หน้าวัว
อาจารย์ใช้เทคนิค Embryo Culture เพื่อช่วยให้การปรับปรุงพันธุ์หน้าวัวทำได้รวดเร็วขึ้นจากเดิมต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีจึงจะเห็นดอก
สามารถลดเวลาเหลือเพียง 1 ปี เท่านั้น


ความสุขของนักปรับปรุงพันธุ์พืช
สำหรับอาจารย์เฉลิมศรี ความสุขของการทำงานไม่ได้อยู่ที่รางวัลหรือชื่อเสียง แต่เป็นความสุขจากการได้เห็นต้นไม้ที่ตัวเองพัฒนาขึ้น
“แค่เห็นต้นไม้กำลังจะออกดอก เราก็ลุ้นแล้วว่า ลูกสาวเราจะออกมาสีอะไร”
เมื่อดอกไม้บานออกมาและมีลักษณะตามที่ต้องการ ความรู้สึกนั้นคือความสุขของนักปรับปรุงพันธุ์พืช
“พอออกมาแล้วสวย ครูก็มีความสุขแล้ว”
อุปสรรคในการทำงาน
อุปสรรคสำคัญในการทำงานของนักปรับปรุงพันธุ์พืชคือ ลักษณะของงานที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความทุ่มเทสูง เนื่องจากกระบวนการปรับปรุงพันธุ์พืชต้องทำงานตามธรรมชาติของพืช เช่น การผสมเกสรในช่วงเช้า ทำให้ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่เช้ามืดและใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ของการทดลอง
นอกจากนี้ งานด้านนี้ยังต้องทำงานหนักทั้งใน แปลงทดลองและห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่เพียงการปลูกพืชเท่านั้น แต่ต้องมีความรู้และทักษะหลายด้าน เช่น การผสมพันธุ์พืช การทำงานภาคสนาม การปลูกและดูแลต้นไม้ รวมถึงการทำงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) และงานระดับโมเลกุล (Molecular)
แม้งานจะหนักและต้องใช้ความพยายามสูง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เช่น การพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะรอบด้านและสามารถไปทำงานในบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้สอนและสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการทำงานในสายอาชีพนี้.
ข้อคิดในการทำงาน
อาจารย์เฉลิมศรีฝากข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ว่า
“การปรับปรุงพันธุ์พืช ไม่จำเป็นต้องจบสาขานั้นโดยตรง ขอแค่รักต้นไม้ก็ทำได้”
แม้อาจารย์จะเริ่มต้นจากการเรียนไม้ผล แต่สามารถประสบความสำเร็จในงานปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกได้ เพราะมีความรักในสิ่งที่ทำ
รางวัล/ประกาศเกียรติคุณที่ได้รับ
1. อาจารย์ดีเด่น สาขาการเกษตร ประจำปี พศ. 2556 ด้านการวิจัย จากสภาคณบดีสาขาการเกษตรแห่งประเทศไทย
2. ผลงานวิชาการดีเด่น ในงานประชุมวิชาการ สวก. 2562 ณโรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ
3. ผลงานการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช ในประเทศไทย
ปี 2563 จำนวน 21 สายพันธุ์
ปี 2566 จำนวน 3 สายพันธุ์
ปี 2567 จำนวน 3 สายพันธุ์
4. ผลงานการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช ในต่างประเทศ
ปี 2019 จำนวน 4 สายพันธุ์ /ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปี 2025 จำนวน 3 สายพันธุ์ /ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปี 2026 จำนวน 3 สายพันธุ์ /ประเทศสหรัฐอเมริกา
การต่อยอดองค์ความรู้
ในช่วงใกล้เกษียณ อาจารย์ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชให้กับอาจารย์รุ่นต่อไป เพื่อให้สามารถสืบสานและพัฒนางานวิจัยด้านไม้ดอกต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง อาจารย์ได้พยายามฝึกฝนและถ่ายทอดเทคนิคต่าง ๆ ให้กับผู้ที่สนใจและสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดได้ในอนาคต เพื่อให้การพัฒนาสายพันธุ์พืชยังคงดำเนินต่อไปหลังจากที่อาจารย์เกษียณจากงานประจำ
อาจารย์มองว่างานวิจัยขนาดใหญ่และโครงการสำคัญควรถูกส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีพลังและสามารถพัฒนาเทคนิคใหม่ ๆ ต่อไปได้ ขณะที่ตนเองจะเลือกทำงานในสิ่งที่รักในระดับเล็ก ๆ มากขึ้น โดยเน้นความสุขจากการทดลองผสมพันธุ์และการปลูกเลี้ยงต้นไม้ มากกว่าการมุ่งเน้นผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจ
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงมุมมองของนักวิจัยที่ต้องการให้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความผูกพันกับงานด้านพืชสวนที่ตนเองรัก ผ่านการทำงานวิจัยและการทดลองในระดับที่เรียบง่ายและเป็นส่วนตัวมากขึ้นในช่วงชีวิตหลังเกษียณ.
วางแผนชีวิตเรียบง่าย “หลังเกษียณ”
หลังจากทุ่มเทให้กับงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชมาอย่างยาวนาน อาจารย์วางแผนใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างเรียบง่าย ในหลังเดือนกันยายน 2569 นี้ โดยตั้งใจจะทำสวนขนาดเล็ก ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก และปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสุขส่วนตัว มากกว่าการทำเพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ อาจารย์มองว่าหลังจากอายุประมาณ 60 ปี ควรค่อย ๆ ลดบทบาทในการทำงานหนักลง และใช้ชีวิตอย่างสมดุลมากขึ้น
กิจกรรมที่อยากทำเป็นพิเศษคือการทดลองปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกขนาดเล็ก เช่น แอฟริกันไวโอเลต (African Violet) ซึ่งเป็นพืชที่สามารถผสมพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ได้ง่ายกว่าไม้ดอกขนาดใหญ่ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังอาจนำต้นไม้ที่พัฒนาขึ้นไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ร้านขายต้นไม้ หรือบริษัทที่ทำงานด้านปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งแม้อาจไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเหมือนพืชที่เคยทำวิจัยมาก่อน แต่เป็นพืชที่อาจารย์มีความผูกพันและสนใจเป็นพิเศษ
ในด้านการใช้ชีวิต อาจารย์ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดเชียงใหม่ โดยที่กรุงเทพฯ มีบ้านของครอบครัวที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ทำสวนเล็ก ๆ ได้ ขณะที่เชียงใหม่ก็เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยจากการทำงานและมีพื้นที่ปลูกพืชอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยังคำนึงถึงครอบครัวและการใช้ชีวิตร่วมกับญาติพี่น้องด้วย
แม้จะเกษียณจากงานประจำ แต่อาจารย์ยังคงตั้งใจใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ปลูกต้นไม้และทำสวนเป็นกิจกรรมหลัก เพราะมองว่าความสุขในช่วงชีวิตหลังเกษียณไม่ได้อยู่ที่ความมั่งคั่ง แต่คือการมีชีวิตที่สงบ ร่มเย็น และได้ทำในสิ่งที่รัก ซึ่งสำหรับอาจารย์แล้ว การปลูกต้นไม้และการดูแลสวนยังคงเป็นความสุขที่เรียบง่ายและมีคุณค่ามากที่สุด.
