คอลเล็กชันประวัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ประวัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้

by MJU Archives


ปี พ.ศ. 2475
สภาพเศรษฐกิจของไทยก่อนปี พ.ศ. 2475
.
ในปี พ.ศ. 2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะตกต่ำ ราคาข้าว ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศพลอยตกต่ำไปด้วย รายได้ของประเทศลดลงอย่างมาก เพราะไม่มีสินค้าเกษตรชนิดอื่นทดแทน และนโยบายของกระทรวงเกษตรตราธิการสมัยนั้น ก็มุ่งส่งเสริมเฉพาะสินค้าข้าวและไม้สัก จึงไม่ได้ดำเนินการทดลองเพื่อค้นคว้าศึกษาการปลูกพืชหรือการปศุสัตว์ อื่นๆ อีกทั้งราษฎรและราชการก็ไม่เห็นความสำคัญในการศึกษาด้านเกษตรกรรม เชื่อว่าการเกษตรเป็นวิถีชีวิตของราษฎรชาวนาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนในระบบโรงเรียน เพราะผู้ที่มีที่ดินและน้ำก็สามารถทำการเกษตรได้
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของงานทดลองการเกษตร ทรงเห็นว่า หม่อมเจ้าสิทธิพร ดดากร ซึ่งท่านมีการทำฟาร์ม มีการปฏิบัติการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการทดลองเกษตรกรรมเป็นอาชีพกว่า 10 ปี ที่ “ฟาร์มบางเบิด” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีผู้ประสบการณ์ด้านพืชดอน (พืชไร่) และไร่นาสวนผสมมาก พระองค์จึงทรงเชิญหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ให้วางโครงการปรับปรุงงานเกษตรกรรมของประเทศ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมตรวจกสิกรรม ในปี พ.ศ. 2475 เพื่อจัดตั้งสถานีทดลองและปรับปรุงงานเกษตรของชาติ
หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร “พระบิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่” ทรงเห็นว่า ก่อนอื่น ควรจัดตั้งสถานีทดลองกสิกรรมระดับภาคขึ้นที่ภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคพายัพ ควบคู่กับการจัดตั้ง โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม เพื่อจัดการศึกษาวิชาชีพเกษตรกรรมในขณะนั้น ทั้งนี้เพื่อให้งานทดลองกสิกรรมกับงานการศึกษา กสิกรรมได้พึ่งพาอาศัยกันและกัน นักวิชาการระดับสูงที่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนก็จะได้ช่วยงานค้นคว้าทดลอง ส่วนนักเรียนก็ได้รับความรู้จากประสบการณ์งานทดลอง สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง และได้นำความรู้ความชำนาญเหล่านั้นไปช่วยเผยแพร่ราษฎรอื่น ๆ ต่อไป


ปี พ.ศ. 2476
ในปี พ.ศ. 2476 เริ่มงานสำรวจพื้นที่สร้างโรงเรียน
.
ในปี พ.ศ. 2476 พระยากัลยาณมิตร (เชียน กัลยาณมิตร) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ ได้รับเผด็จการมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ของหม่อมเจ้าสิทธิพรกฤดากร ได้ปรารถนาถึงงานส่งเสริมอาชีพกสิกรรมของชาติ และได้ทุนเชิญให้หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร เสด็จไปตรวจดูสภาพพื้นที่ ซึ่งมีสภาพทั่วๆไปเป็นป่าแพะ (ป่าละเมาะ) ในเขตพื้นที่ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งลักษณะเป็นพื้นที่ค่อนข้างเป็นที่ดอน แห้งแล้ง พื้นที่กว้างขวาง ด้านทิศตะวันออกกำลังมีโครงการก่อสร้างคลองส่งน้ำ ของโครงการชลประทานเหมืองแม่แฝกผ่านพื้นที่อีกด้วย
เมื่อได้ทรงตรวจสภาพพื้นที่โดยทั่วไปแล้ว แม้จะพบว่าพื้นที่เป็นดินปนทรายค่อนข้างมากและดินชั้นล่างเป็นดินกรวดลูกรังอัดแน่น คุณภาพของดินไม่ดี แต่พระองค์ก็ไม่ถือเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด กลับทรงพอพระทัยสภาพพื้นที่เหล่านั้น จึงตกลงเอาพื้นที่ป่าแพะห้วยแม่โจ้เป็นที่จัดตั้งสถานีทดลองกสิกรรมภาคพายัพ แต่พบปัญหาอีกประการคือ จะเอาใครมาดำเนินงาน เพราะบุคคลผู้นั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ เป็นที่วางพระทัยได้ และที่สำคัญจะต้องเป็นผู้ที่รักงานนี้อย่างแท้จริง ต้องยอมอุทิศตนเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ มีความอดทนเสียสละ และพร้อมที่จะต่อสู้กับภัยพิบัติธรรมชาติในป่าดงกันดารสภาพเป็นป่าแพะ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ได้
ในที่สุด หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ทรงเห็นว่าน่าจะติดต่อขอตัวพระช่วง เกษตรศิลปการ คืนจากกระทรวงกลาโหม มาสังกัดที่กรมตรวจกสิกรรมกระทรวงเกษตรพาณิชยการ (พาณิชย์และคมนาคมเดิม) แล้วส่งมอบงานให้ไปดำเนินงานตามนโยบายทันที โดยพระช่วง เกษตรศิลปการ ได้ขนย้ายครอบครัวจากกองเสบียงทหารบก จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยผู้ติดตามสองคน คือ นายดาบสุรัต พรหมเสน และนายขันโท รูปเพชร เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2476
พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) เมื่อได้นำครอบครัวเข้าอยู่อาศัยบ้านพักในเมืองเชียงใหม่แล้ว จึงเริ่มออกสำรวจและศึกษาพื้นที่ ในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่บ้านแม่โจ้ จากเชียงใหม่ถึงอำเภอสันทรายจะสิ้นสุดถนนหลวงที่นี่ จากนั้นต้องใช้ม้าของนายอำเภอสันทรายเป็นพาหนะขี่มายังป่าแพะบ้านแม่โจ้เพื่อสำรวจพื้นที่และเริ่มงานก่อสร้างสถานีทดลองกสิกรรมและโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือทันที

ปี พ.ศ. 2477
พ.ศ. 2477 สร้างโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ
.
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) รัฐมนตรีกระทรวงธรรมการ ได้มีบัญชาให้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือที่แม่โจ้ และให้พระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกควบคู่กับสถานีทดลองกับกสิกรรมภาคพายัพ โดยจัดแบ่งพื้นที่คนละครึ่งกับสถานีทดลอง ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือ ส่วนพื้นที่โรงเรียนอยู่ทางทิศใต้ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 900 ไร่เศษ สภาพพื้นที่ยังเป็นป่าตองตึงและไม้เหียง ซึ่งเป็นไม้ขนาดย่อม ส่วนไม้ป่าอื่น ๆ เช่น สัก ประดู่ และตะเคียน มีอยู่เพียงประปรายเท่านั้น เหตุผลเพราะดินชั้นล่างเป็นดินดานแข็ง โดยทั่วไประบบรากต้นไม้ไม่อาจหยั่งลึกได้ ส่วนดินชั้นบนก็เป็นดินทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์สำหรับการปลูกพืชทั่ว ๆ ไป
สภาพพื้นที่อย่างนี้จึงไม่มีใครต้องการจะทำประโยชน์อะไร แต่กลับเป็นเหตุผลจูงใจสำคัญยิ่ง ที่พระช่วงเกษตรศิลปการ ต้องการจะทำประโยชน์ในพื้นที่อย่างนี้ ท่านเล็งเห็นว่าการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแบบอย่างสำหรับเกษตรกรทั่วไปได้นั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำก็คือ ต้องนำเอาความรู้มาสาธิตแสดงให้ประจักษ์ต่อบุคคลทั่วไปได้เห็นว่าการปรับปรุงดินเลวให้สามารถใช้ปลูกพืชได้ โดยจัดระบบการปลูกปุ๋ยพืชสด การใช้ปุ๋ยหมักต่าง ๆ ในพื้นที่เกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ นา สวนไม้ผล แปลงปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ และระบบการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของพื้นที่เหล่านั้น จะสามารถทำการเกษตรได้ทุกอย่าง ท่านได้เลือกพื้นที่ที่มีลำห้วยแม่โจ้ไหลผ่านมาสิ้นสุดที่หมู่บ้านแม่โจ้ เป็นพื้นที่จัดสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ (แม่โจ้)
การที่ต้องเปิดโรงเรียนตามนโยบายของกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) อย่างเร่งด่วนในปีนั้น รับผู้สำเร็จการศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือประกาศนียบัตรครูมูล (ป.) ใช้เวลาเรียน 2 ปี ได้รับประกาศนียบัตรประโยคครูมัธยมกสิกรรม (ป.ป.ก) หากรับราชการจะได้เงินเดือนขั้นต้น 45 บาท เปิดภาคเรียนครั้งแรกในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 สภาพสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ห้องเรียน เรือนนอน โรงอาหาร และบ้านพักครู จึงต้องจัดสร้างขึ้นอย่างลำลองชั่วคราว โดยใช้เสาไม้ หลังคาและฝาใช้ใบตองตึง พื้นเป็นดิน ห้องเรียนมีเฉพาะหลังคาไว้กันแดดและฝนเท่านั้น โต๊ะเรียนและม้านั่ง ใช้ไม้กระดาน 2 แผ่นตอกยึดไว้ นั่งได้ 3 คน
ในปีแรกมีนักเรียน 48 คน เป็นนักเรียนที่อยู่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาคส่งเข้าเรียนโดยรัฐออกค่าใช้จ่ายค่าอาหารให้เดือนละ 15 บาท จำนวน 37 คน นักเรียนที่สมัครเรียนด้วยทุนส่วนตัว เป็นค่าอาหารเดือนละ 10 บาท จำนวน 11 คน จึงใช้ห้องเรียนเพียงห้องเดียวหมุนเวียน ครูอาจารย์สอนแต่ละวิชา ในปี พ.ศ. 2477 มีครูอาจารย์ 5 คน ในปี พ.ศ. 2478 มีเพิ่มมาอีก 12 คน และรับนักเรียนเพิ่มเป็น 85 คน ส่วนเรือนนอนนักเรียนนั้น ยกพื้นกระดานสูงจากพื้นดินราว 50 เซนติเมตร ฝ้าและหลังคาใช้ใบตองตึงทั้งหมด เวลานอนจะต้องกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงและขี้มอดที่ร่วงจากหลังคา

ปี พ.ศ. 2478
พ.ศ. 2478 โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม
.
กระทรวงธรรมการเห็นว่า หลักสูตรประโยคครูประถมกสิกรรม (ป.ป.ก.) ที่เปิดดำเนินงานไปแล้วที่ภาคอีสาน (โนนวัด) และภาคใต้ (คอหงส์) มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมาก และมีสถานศึกษาที่ต้องใช้ครูเกษตรเหล่านั้นเพียงจำนวนน้อย จึงให้ยกเลิกการสอน (ป.ป.ก.) ที่โนนวัดและคอหงส์ คงให้เหลือไว้ที่แม่โจ้เพียงแห่งเดียว และเปิดหลักสูตรมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมขึ้นแทนที่ภาคอีสาน (โนนวัด) และภาคใต้ (คอหงส์) แม่โจ้สอนหลักสูตรประโยคครูประถมกสิกรรม (ป.ป.ก.) ควบคู่กับหลักสูตรประโยคครูประถมกสิกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 (ป.ป.ก. รวม 4 รุ่น พ.ศ. 2477 – 2480) หลักสูตรที่เปิดใหม่นี้ รับผู้สำเร็จมัธยมศึกษาปีที่ 4 (สายสามัญ) เข้าเรียนต่ออีก 4 ปี จบการศึกษาแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรประโยคมัธยมบริบูรณ์แผนกเกษตรกรรม (เทียบได้ชั้นมัธยม 8)

ปี พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2481 จัดตั้งเป็นวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
.
กระทรวงธรรมการได้โอนโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมให้กับกระทรวงเกษตราธิการ โดยยุบรวมแห่งอื่น ๆ ที่บางกอกน้อย โนนวัด คอหงส์ และที่แม่โจ้ โดยจัดตั้งวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ ที่แม่โจ้เพียงแห่งเดียว โดยจัดเป็นหลักสูตรการเรียน 3 ปี ระดับอนุปริญญา รับจากผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 สำเร็จแล้วบรรจุข้าราชการชั้นตรี อันดับ 1 อัตราเงินเดือน 80 บาท ในปีเดียวกันนี้เองแม่โจ้จึงเป็นทั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม (ป.ป.ก. ปีสุดท้าย) มัธยมวิสามัญเกษตรกรรม และวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามลำดับ โดยมีพระช่วงเกษตรศิลปการ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ
อาจกล่าวได้ว่า การศึกษาด้านการเกษตรของประเทศไทยได้มาถึงจุดการเปลี่ยนแปลง เมื่อสามเสือเกษตร คือ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ หลวงอิงคศรีกสิการ และพระช่วงเกษตรศิลปการ ได้มาบริหารจัดการการศึกษาเกษตรของชาติ ทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตราธิการมองเห็นแนวทางการพัฒนาการศึกษาด้านการเกษตร ระดับอุดมศึกษาเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ (university of Philippines Los Banos) ซึ่งทั้งสามท่านได้รับการศึกษาจากที่นั่นมาก่อน จนถึงกลางปี พ.ศ. 2481 พระช่วงเกษตรศิลปการ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเกษตรฯ ที่กรุงเทพฯ อาจารย์จรัส สุนทรสิงห์ มารักษาการแทน
ในช่วงนี้ทางการได้มองเห็นแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการศึกษาด้านการเกษตรระดับอุดมศึกษา จึงมีการเตรียมการที่จะยกระดับการศึกษาที่แม่โจ้ ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งเดียวของประเทศขณะนั้น ที่ได้จัดการศึกษาระดับสูงอยู่แล้ว อีกทั้งมีผู้สำเร็จการศึกษาด้านการเกษตรหลายท่าน ที่สามารถจะจัดการการศึกษาเกษตรระดับนี้ได้ แต่เนื่องจากมีอุปสรรคด้านระยะทาง ระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ การคมนาคม การสื่อสาร และบุคลากรสนับสนุน อยู่ห่างไกล จึงได้เตรียมการจัดหาพื้นที่ในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์และจัดบุคลากรผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจากหน่วยงานอื่น ๆ ผู้มีคุณวุฒิ เพื่อจัดสอนและฝึกอบรมไว้ล่วงหน้า

ปี พ.ศ. 2482
พ.ศ. 2482 เป็นโรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์
.
เมื่อวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ย้ายจากแม่โจ้ไปตั้งที่บางเขน (กรุงเทพฯ) ที่แม่โจ้จึงได้ถูกจัดตั้งเป็นโรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์ รับผู้สำเร็จขั้นมัธยมปลาย (ม.6 สายสามัญ) หลักสูตร 2 ปี เมื่อสำเร็จแล้วเข้าศึกษาต่อได้ที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน โดยมีศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ เป็นผู้อำนวยการ ปี พ.ศ. 2484 ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้ย้ายไปอยู่ที่กรมเกษตร ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์สอนในวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนด้วย ซึ่งขณะนั้นวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนอยู่ระหว่างการเตรียมสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามแผนพัฒนาอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ อาจารย์ประเทือง ประทีปเสน จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการผู้อำนวยการที่แม่โจ้ จนถึงปี พ.ศ. 2486

ปี พ.ศ. 2486
พ.ศ. 2486 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
.
วิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ซึ่งย้ายมาจากแม่โจ้ ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แม่โจ้ จากเดิมชื่อโรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์ จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตรการเรียน 2 ปี เพื่อเตรียมนักเรียนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป โดยมีศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ

ปี พ.ศ. 2488
พ.ศ. 2488 สถานศึกษาการเกษตร
.
ได้มีการยกเลิกโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากต้องการที่จะควบรวมกิจการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนทั้งหมด ประกอบกับในปีนี้เอง สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เส้นทางคมนาคมสำคัญ เช่น ทางรถไฟ สะพาน ถูกทำลาย ทำให้มีผู้สมัครเรียนเพียง 12 คนเท่านั้น อีกทั้งแม่โจ้ก็อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร ไม่สะดวกในการติดต่อและดำเนินงานกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน จึงให้ยุบเลิกโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้เสีย แต่พระช่วงเกษตรศิลปการ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเกษตร เห็นว่า ควรจะคงสถานศึกษาการเกษตรที่แม่โจ้ไว้สักแห่งหนึ่ง เพราะถิ่นภาคเหนือเป็นแหล่งที่มีน้ำดี อากาศดี อุดมด้วยการกสิกรรมเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านการเกษตรแก่เยาวชนและเกษตรกร โดยจัดตั้งเป็นสถานศึกษาการเกษตร กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ใช้หลักสูตรเตรียมอุดมศึกษาอย่างเดิม นับเป็นก้าวใหม่ของการให้การศึกษาอาชีวเกษตรของประเทศ พ.ศ. 2491 งดรับนักศึกษา 1 ปี เพราะอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ มีผู้สมัครเรียนที่แม่โจ้น้อยเพียง 12 คน เนื่องจากภาวะสงครามโลกรุนแรง การคมนาคมไม่สะดวก เศรษฐกิจฝืดเคือง และไม่ได้งบประมาณอุดหนุน


ปี พ.ศ. 2492
พ.ศ. 2492 จัดตั้งเป็นโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้
.
ได้โอนกิจการของสถานศึกษาการเกษตรไปยังสังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดตั้งเป็นโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ เพื่อให้การศึกษาระดับประกาศนียบัตรประโยคอาชีวะชั้นสูง แผนกเกษตรกรรม โดยรับนักเรียนจากผู้สำเร็จประโยคอาชีวะชั้นกลางเกษตรกรรม และประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 6) ใช้เวลาเรียน 3 ปี ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ ยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2495 จึงย้ายไปอยู่สำนักงานอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาจารย์ไสว ชูติวัตร จึงมารับงานในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่สืบแทนจนถึงปี พ.ศ. 2497 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของกองโรงเรียนเกษตรกรรม กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


ปี พ.ศ. 2499
พ.ศ. 2499 วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่
.
เมื่อปีพ.ศ. 2497 อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย (ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย) ได้รับคำสั่งจากอธิการบดี กรมอาชีวศึกษา (หลวงปราโมทย์ จรรยาวิภาต) และพระช่วง เกษตรศิลปการ ให้กลับมาเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ และในปี พ.ศ. 2499 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ยกฐานะ โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ ขึ้นเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ (โดยไม่มีคำว่า แม่โจ้) และให้เปิดการสอนหลักสูตรประโยคครูมัธยมแบบเกษตรกรรม (ป.ม.ก.) เพื่อผลิตครูเกษตรให้แก่โรงเรียนเกษตรกรรม และโรงเรียนสามัญ ทั่วไปด้วย โครงการพัฒนาการศึกษาระดับเทคนิคเกษตร จัดการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง หรือเทคนิคเกษตรหลักสูตร 2 ปีเป็นหลัก โดยย้ายระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพเกษตรกรรมหลักสูตร 3 ปี ไปจัดที่วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ ลำปาง ณ ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จัดการศึกษาระดับเทคนิคเกษตร โดยจัดหลักสูตรเป็น 2 ประเภทคือ หลักสูตรตัดตอน คือ จบเพียงระดับเทคนิคเกษตร โดยมุ่งผลิต กำลังคนให้มีความชำนาญพิเศษในแต่ละสาขา และหลักสูตรต่อเนื่อง โดยมุ่งให้เรียนวิชาพื้นฐานทางการเกษตร เพื่อเตรียมตัวศึกษาต่อชั้นปริญญาในมหาวิทยาลัย ทั้งในและต่างประเทศ อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย (ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่

ปี พ.ศ. 2518
พ.ศ. 2518 สถาปนาเป็นสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร
.
วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ได้รับสถาปนาเป็นสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร ตามพระราชบัญญัติสถาบันฯ พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติสถาบันฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2522 ให้มีปริญญาสามชั้น คือเทคโนโลยีการเกษตรดุษฎีบัณฑิต (ทษ.ด) เทคโนโลยีการเกษตรมหาบัณฑิต (ทษ.ม.) และเทคโนโลยีการเกษตรบัณฑิต (ทษ.บ.) โครงสร้างการบริหารงานของสถาบันประกอบด้วย 1. สำนักงานอธิการบดี 2. คณะผลิตกรรมการเกษตร 3. คณะธุรกิจการเกษตร 4. สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้” ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อสถาบัน พ.ศ. 2525 โดยมีพันธกิจในการผลิตบัณฑิต เพื่อมุ่งเน้นไปในทางปฏิบัติในสาขาวิชาที่ถนัดเฉพาะอย่าง เพื่อให้มีความรู้ความชำนาญอย่างแท้จริง จนสามารถ ออกไปประกอบอาชีพเองได้ อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ จนครบ 2 วาระ เมื่อปี พ.ศ. 2526

ปี พ.ศ. 2539
พ.ศ. 2539 เป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้
.
สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2539 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เพื่อขยายขอบเขตการให้การศึกษาและเกิดความคล่องตัวทางวิชาการและการบริหารมากขึ้น เปิดสอนในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก โดยมีความหลากหลายในสาขาวิชา นอกเหนือจากสาขาเกษตรกรรมซึ่งแม่โจ้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะทางด้านการปฏิบัติมาตั้งแต่ในช่วงของการศึกษาด้านอาชีวศึกษา รวมถึงยังมีการจัดตั้งวิทยาเขตเพื่อขยายการศึกษาไปยังส่วนภูมิภาคต่างๆ โดยวิทยาเขตแรก คือมหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ที่อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้–ชุมพร ที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร

ปี พ.ศ. 2560
พ.ศ. 2560 มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
.
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้เปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 1 เล่ม 134 ตอนที่ 39 ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560 โดยมีผลใช้บังคับ ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ปี พ.ศ. 2562
พ.ศ. 2562 เปลี่ยนสังกัดกระทรวง
.
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ครั้งเป็นโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 57 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม ๒๕๖๒ ให้มีการเปลี่ยนแปลงสังกัดกระทรวงให้เปลี่ยนเป็น “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สมควรจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมขึ้น เพื่อให้มีการบูรณาการ การเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นเข้าด้วยกัน และให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยในทิศทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผน และนโยบายในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ปี พ.ศ. 2564
พ.ศ. 2564 กำหนดให้มีการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา
.
ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 138 ตอนที่ 21 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 เรื่องการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ บัญญัติให้การจัดสถาบันอุดมศึกษาเป็นกลุ่มและการกำหนดมาตรการส่งเสริม สนับสนุน ประเมินคุณภาพ กำกับดูแล และจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการจัดกลุ่มดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อให้การพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ รวมทั้งการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ โดยกระทรวงฯ ได้แบ่งการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาใหม่ มีจำนวน 6 กลุ่ม ดังนี้
1) กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก
2) กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
3) กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น
4) กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา
5) กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ
6) กลุ่มอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ซึ่งในมหาวิทยาลัยแม่โจ้นั้น ถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มที่ 2 กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม มีพันธกิจหลักและยุทธศาสตร์ที่มุ่งสู่การจัดการการศึกษาเพื่อเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ของประเทศในการพัฒนาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ โดยมีรายละเอียดในการดำเนินตามพันธกิจ ซึ่งประกอบด้วย 1) สร้างและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์เพื่อสร้างผลงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2) สร้างนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือสาธารณประโยชน์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดห่วงโซ่มูลค่าในภาคการผลิตและบริการ 3) ส่งเสริมบทบาทความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อสนับสนุน และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 4) เน้นการเรียนการสอนควบคู่กับการปฏิบัติการจริงเพื่อพัฒนาสมรรถนะและทักษะในการทำงาน
ไทม์ไลน์การก่อตั้งหน่วยงาน
2518
- คณะผลิตกรรมการเกษตร
- คณะบริหารธุรกิจการเกษตร
2536
-
คณะวิทยาศาสตร์
2540
-
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร
2542
-
มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
2547
-
วิทยาลัยบริหารศาสตร์
- มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร (หมายเหตุ: เริ่มเปิดการเรียนการสอนเมื่อปี พ.ศ. 2542 ภายใต้รูปแบบโครงการจัดตั้ง)
2548
- คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
- คณะพัฒนาการท่องเที่ยว
- คณะศิลปศาสตร์
- คณะเศรษฐศาสตร์
- คณะบริหารธุรกิจ (เปลี่ยนชื่อคณะ)
2549
- คณะสารสนเทศและการสื่อสาร
- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม
2551
-
คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี
2554
-
วิทยาลัยพลังงานทดแทน
2563
- คณะพยาบาลศาสตร์
- คณะสัตวแพทยศาสตร์
อ้างอิง
.
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่. (2560). บันทึกแม่โจ้ ความคิด ชีวิต ตำนาน. มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
ฝ่ายจดหมายเหตุและคอลเล็กชั่นพิเศษ. (ม.ป.ป.). WALL OF HISTORY MAEJO UNIVERSITY [นิทรรศการถาวร]. อาคารวิภาต บุญศรี วังซ้าย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
© copyright 2026
Published: 8 April, 2026