ลูกพลับเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่บนพื้นที่สูงที่มีความทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดีเยี่ยมเนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง ด้วยลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่น่าสนใจและสายพันธุ์ที่หลากหลาย การปลูกพลับให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงจึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูกไปจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และการเจริญเติบโต
- ลักษณะต้นและใบ: พลับมีทรงพุ่มตั้งตรงแผ่กิ่งก้านสาขา หากไม่ตัดแต่งลำต้นอาจสูงชะลูดเกิน 10 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ สีเขียวหนา เรียงสลับกัน ต้นพลับจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 3-5 ปี และสามารถให้ผลผลิตยาวนานถึง 50-75 ปี
- การพักตัวและความหนาวเย็น: ต้นพลับต้องการอากาศหนาวเย็น (อุณหภูมิต่ำกว่า 7.2 องศาเซลเซียส) สะสมอย่างน้อย 50 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อทำลายการพักตัว โดยในประเทศไทยพลับจะทิ้งใบและพักตัวช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ และเริ่มผลิใบแตกตาในเดือนมีนาคม
- ดอกและผล: ดอกพลับมี 3 ชนิด คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกกะเทย แต่ดอกที่มีความสำคัญที่สุดต่อผลผลิตคือดอกตัวเมีย ซึ่งสามารถติดผลได้โดยไม่มีเมล็ด (parthenocarpy) ใช้เวลาพัฒนาจนถึงระยะเก็บเกี่ยวประมาณ 150-180 วัน
- ความสำคัญของกลีบเลี้ยง: กลีบเลี้ยง (calyx) มีขนาดใหญ่มาก คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักดอก เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปรุงอาหารเลี้ยงผลอ่อน แลกเปลี่ยนก๊าซ และลดการร่วงของผล
- สารประกอบในผล: ผลพลับอุดมไปด้วยน้ำตาล (ส่วนใหญ่เป็นฟรุกโตสและกลูโคส) แคโรทีนอยด์ วิตามินซี (พบมากที่สุดที่ใบ) และแทนนินที่เป็นตัวกำหนดความฝาด
ประเภทและสายพันธุ์ของพลับ
พลับแบ่งตามปริมาณแทนนินหรือความฝาดได้ 2 ประเภทหลัก คือ:
- พลับหวาน (Non-astringent type): ผลสุกมีสีส้มอมเหลือง รสชาติหวานกรอบ ทานสดได้โดยไม่ต้องลดความฝาด เช่น พันธุ์ฟูยู (Fuyu) จิโร (Jiro) และยาคูเมะ (Hyakume)
- พลับฝาด (Astringent type): เมื่อผลแก่จะมีรสฝาด ต้องรอให้สุกงอมหรือนำไปผ่านกระบวนการลดความฝาดก่อนจึงจะรับประทานได้ เช่น พันธุ์ฮาชิยา (Hachiya) และ พันธุ์ซือโจ หรือ พี 2 (P2)
นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งตามการเปลี่ยนแปลงของสีเนื้อผลเมื่อได้รับการผสมเกสร คือ ชนิดที่สีเนื้อผลคงที่ (Pollination constant) และ ชนิดที่สีเนื้อผลเปลี่ยนแปลง (Pollination variant) ที่เนื้อรอบเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงหากได้รับการผสมเกสร


ภาพ A พลับชิดไม่ฝาดหรือพลับหวาน พันธุ์ฟูยุ ภาพ B พลับชนิดฝาด พันธุ์ พี2
สายพันธุ์ที่นิยมในประเทศไทย:
- พันธุ์ซือโจ (Xichu) หรือ พี 2: เป็นพลับฝาดที่เป็นที่นิยมปลูกเพื่อการค้ามากที่สุด (ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูก) ให้ผลผลิตสูง เจริญเติบโตรวดเร็ว และปลูกได้ที่ความสูง 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- พันธุ์ฟูยู (Fuyu): พลับหวานคุณภาพดี รสหวานกรอบ แต่ต้องการความหนาวเย็นสูง ควรปลูกที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป และต้องอาศัยสายพันธุ์อื่น (เช่น พี 2) ปลูกเป็นคู่ผสมเพื่อช่วยในการติดผล
- พันธุ์ยาคูเม่ (Hyakume): เป็นได้ทั้งพลับหวานและพลับฝาดขึ้นอยู่กับการติดเมล็ด หากมีเมล็ดเนื้อจะเป็นสีน้ำตาลและมีรสหวาน
การขยายพันธุ์และการปลูก
- ต้นตอ (Rootstock): ที่นิยมใช้คือ ต้นกล้วยฤๅษี และต้นเต้าซื่อ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดในกระบะทราย
- การเสียบยอดและการติดตา: นิยมทำในช่วงฤดูหนาว (มกราคม – กุมภาพันธ์) ซึ่งพลับกำลังพักตัว การติดตานิยมทำแบบชิพ บัดดิง (chip budding) ส่วนการเปลี่ยนยอด (top working) นิยมใช้วิธีเสียบลิ่ม (cleft grafting) โดยตัดต้นตอให้สูงจากพื้นดิน 25-30 เซนติเมตร
- การเตรียมแปลงปลูก: เนื่องจากมักปลูกบนที่สูง ควรทำแปลงแบบขั้นบันไดหรือแนวระดับเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับพลับฝาดคือ 8×8 เมตร และพลับหวานคือ 6×4 เมตร โดยควรกำหนดแถวปลูกในแนวทิศเหนือ-ใต้เพื่อให้ได้รับแสงแดดทั่วถึง
- การรองก้นหลุม: ใช้ปุ๋ยหมักผสมปูนโดโลไมท์ (ช่วยเพิ่มแมกนีเซียม) หรือร็อคฟอสเฟต (กระตุ้นการออกราก)

การดูแลรักษา (การจัดการน้ำ ปุ๋ย และทรงต้น)
- การจัดทรงต้นและการตัดแต่งกิ่ง: ช่วงต้นอายุน้อยให้จัดทรงพุ่มแบบ “ปิระมิดประยุกษ์” (modified centre leader) โดยปีแรกรักษาความสูงต้นไว้ที่ 70 เซนติเมตร จากนั้นเมื่ออายุเข้าปีที่ 7 ให้เปลี่ยนเป็นแบบ “เปิดกลางพุ่ม” (open centre) การตัดแต่งกิ่งควรทำเล็กน้อยในช่วงพักตัว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) และต้องระวังไม่ตัดตาที่ปลายยอดทิ้งเพราะเป็นตำแหน่งที่จะออกดอก
- การให้น้ำ: ต้นพลับทนแล้งได้ดี แต่ช่วงวิกฤตที่ต้องการน้ำคือ 1 เดือนแรกหลังออกดอกจนเริ่มติดผล (กุมภาพันธ์-มีนาคม) และช่วง 1 เดือนก่อนการเก็บเกี่ยว
- การให้ปุ๋ย: แบ่งใส่ปุ๋ยเคมี 3 ครั้งต่อปี (พฤษภาคม, กรกฎาคม, ตุลาคม) และอาจเพิ่มสูตร 0-0-60 ประมาณ 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว
- การคลุมโคน: ใช้วัชพืชหรือฟางคลุมโคน แต่ต้องเว้นระยะห่างจากลำต้น 10-20 เซนติเมตร เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลายลำต้น
โรคและแมลงศัตรูพืช: แมลงรบกวนมีน้อย เช่น เพลี้ยไฟ แมลงวันผลไม้ ส่วนโรคที่พบ เช่น โรคโคนเน่า โรคใบจุดดำ และโรคผลเน่า ป้องกันโดยตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งและใช้สารกำจัดเชื้อราตามความเหมาะสม

การเก็บเกี่ยว มาตรฐาน และการขจัดความฝาด
- การเก็บเกี่ยว: ใช้กรรไกรตัดที่ขั้วผลโดยให้กลีบเลี้ยงติดมาด้วย พลับหวานจะเก็บเมื่อผลพัฒนาเต็มที่และมีสีเหลืองทั้งผล ส่วนพลับฝาดต้องเก็บระยะที่ผลยังไม่แก่จัด (ความแก่ 70-80 เปอร์เซ็นต์) เพราะหากเก็บสุกเกินไปผลจะนิ่มหลังนำไปขจัดความฝาด
- มาตรฐานคุณภาพ: มูลนิธิโครงการหลวงแบ่งเป็น เกรดพิเศษ, เกรด 1, และ เกรด 2 โดยพิจารณาจากน้ำหนักผล (เช่น พันธุ์ฟูยูและ พี 2 เกรดพิเศษต้องหนัก 120 กรัมขึ้นไป) สีผิว และตำหนิบนเปลือก
- กรรมวิธีขจัดความฝาด (สำหรับพลับฝาด):
- ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์: บรรจุในถุงพลาสติก ไล่อากาศออก แล้วเติม CO2 ทิ้งไว้ 3-4 วัน (เหมาะสำหรับการค้า)
- แช่น้ำปูนใส: แช่นาน 5-7 วัน พลับจะกรอบหวานมาก แต่ผิวจะมีคราบปูนเกาะ
- แช่น้ำอุ่น: ใช้น้ำอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส นาน 15-24 ชั่วโมง
- ใช้แอลกอฮอล์: พ่นแอลกอฮอล์หรือเหล้าขาวบนผลพลับ ปิดกล่องให้สนิททิ้งไว้ 10 วัน
- สภาพสูญญากาศ: บรรจุถุงพลาสติก ดูดอากาศออก ทิ้งไว้ 4-5 วัน
- ปล่อยสุกตามธรรมชาติ: ให้สารเอทธีลีนในผลทำงานเอง ผลจะสุกนิ่มและความฝาดจะหายไป



ภาพ A การใช้สภาพสุญญากาศ ภาพ B การแช่น้ำปูนใส ภาพ C ปล่อยทิ้งให้สุกตามธรรมชาติ
ติดต่อและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ผู้แต่ง : นายนิคม วงศ์นันตา
งานปรับปรุงและขยายพันธุ์พืชและสัตว์
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ : 053-873429

