การเกษตรในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาศัตรูพืช โรคพืช และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะดินและน้ำ ทำให้การทำเกษตรแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดและผู้บริโภคได้ ด้วยเหตุนี้ ระบบการปลูกพืชในโรงเรือนจึงได้รับการพัฒนาและนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยง และเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่าการปลูกพืชแบบเปิดโล่ง
การปลูกพืชในโรงเรือน หรือ Greenhouse Cultivation เป็นเทคนิคที่ช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อคุณภาพของผลผลิต ทำให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ที่ต้องการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดได้

หลักการพิจารณาในการผลิตพืชในโรงเรือน
1. ตลาดและความต้องการของผู้บริโภค
การเลือกปลูกพืชในโรงเรือนควรพิจารณาจากตลาดเป็นหลัก ว่ามีพืชชนิดใดที่ได้รับความนิยม มีราคาดี และสามารถทำกำไรได้สูง นอกจากนี้ การศึกษาแนวโน้มการบริโภคของผู้บริโภคในช่วงเวลาต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ฤดูกาลและสภาพแวดล้อม
แม้ว่าโรงเรือนจะช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการปลูกพืชได้ แต่ก็ยังคงต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ เช่น ปริมาณแสงแดด อุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อเลือกพืชที่เหมาะสมกับโรงเรือนในแต่ละภูมิภาค
3. พันธุ์พืช
การเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลผลิต โดยควรเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคได้ดี และเหมาะกับการปลูกในโรงเรือน เช่น พืชผักใบเขียว มะเขือเทศ แตงกวา หรือพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น เมล่อนและพริกหวาน
4. ระบบขนส่งและระยะทาง
พืชบางชนิดมีความไวต่อการขนส่งและอายุการเก็บรักษาสั้น หากเลือกปลูกพืชที่เน่าเสียง่าย ควรมีแผนการกระจายสินค้าที่ดี และเลือกทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ตลาดเป้าหมาย
5. ความชำนาญของผู้ผลิต
ผู้ปลูกควรมีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับการปลูกพืชในโรงเรือน หรือได้รับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากระบบนี้ต้องการการดูแลที่แตกต่างจากการปลูกพืชกลางแจ้ง ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และการควบคุมศัตรูพืช




ระบบปลูกพืชในโรงเรือน
การปลูกพืชในโรงเรือนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลัก ได้แก่
- การปลูกพืชบนดิน (Growing in Soil) – เป็นวิธีการปลูกแบบดั้งเดิมที่ยังคงได้รับความนิยม โดยต้องมีการเตรียมดินและปรับสภาพให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูก
- การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน (Soilless Culture) – เป็นระบบที่สามารถควบคุมธาตุอาหารและน้ำได้อย่างแม่นยำ โดยแบ่งออกเป็น:
- Hydroponics (การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหาร) เช่น ระบบ NFT (Nutrient Film Technique) และ DFT (Deep Floating Technique)
- Aeroponics (การปลูกพืชในอากาศ) ใช้การฉีดพ่นสารละลายธาตุอาหารโดยตรงที่รากพืช
- Substrate Culture (การปลูกพืชในวัสดุปลูก) เช่น กาบมะพร้าว ร็อควูล หรือทราย ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการควบคุมสารอาหาร
เทคนิคสำคัญในการปลูกพืชในโรงเรือน
1. การเตรียมพื้นที่ปลูก
โรงเรือนต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ มีระบบระบายอากาศที่ดี และสามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชได้
2. การให้น้ำและธาตุอาหาร
ระบบให้น้ำควรเป็นแบบอัตโนมัติ เช่น ระบบน้ำหยด หรือระบบพ่นละอองน้ำ เพื่อให้พืชได้รับน้ำและสารอาหารอย่างสม่ำเสมอ
3. การป้องกันศัตรูพืช
ใช้มุ้งกันแมลง และควบคุมโรคพืชด้วยวิธีทางชีวภาพเพื่อลดการใช้สารเคมี
4. การเก็บเกี่ยวและคัดบรรจุ
การเก็บเกี่ยวต้องทำในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีการคัดบรรจุอย่างถูกวิธีเพื่อลดการสูญเสีย

ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชในโรงเรือน
ข้อดี
- สามารถควบคุมสภาพแวดล้อม ลดผลกระทบจากสภาพอากาศ
- เพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืช
- ลดการใช้สารเคมีและป้องกันโรคพืชได้ดี
ข้อเสีย
- มีต้นทุนการลงทุนสูง
- ต้องมีความรู้เฉพาะด้านในการจัดการระบบโรงเรือน
- หากไม่มีการจัดการที่ดี อาจเกิดปัญหาการสะสมของเชื้อโรคและธาตุอาหาร
การปลูกพืชในโรงเรือนเป็นเทคนิคที่ช่วยให้การเกษตรมีความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน แม้จะต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีที่สูงกว่าการปลูกพืชแบบดั้งเดิม แต่ก็สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนได้ ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ที่ต้องการผลิตสินค้าคุณภาพสูงเพื่อป้อนตลาดภายในและต่างประเทศ
ผู้แต่ง : นิคม วงศ์นันตา
หน่วยงาน : สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
แหล่งข้อมูล : https://kb.mju.ac.th/article.aspx?id=1455
เอกสารฉบับเต็ม : https://maejo.link/o7XR