ระบบ อควาโปนิกส์ (Aquaponics) เป็นการผสมผสานระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) และการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน (Hydroponics) ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถลดของเสียจากการเลี้ยงปลาและใช้เป็นสารอาหารให้พืชได้ ทำให้เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถเพิ่มผลผลิตได้ในพื้นที่จำกัด
หลักการของอควาโปนิกส์
อควาโปนิกส์เกิดจากการรวมกันของระบบสองระบบ ได้แก่
- การเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System – RAS) ซึ่งเป็นระบบที่มีการกรองและบำบัดน้ำก่อนส่งกลับมาใช้ใหม่
- การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ซึ่งใช้สารละลายธาตุอาหารในการปลูกพืชแทนดิน
กระบวนการทำงาน
- น้ำจากบ่อเลี้ยงปลาที่มีของเสียและสารอินทรีย์ จะถูกส่งผ่านตัวกรองและนำไปเลี้ยงพืช
- พืชดูดซึมสารอาหารที่อยู่ในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดขึ้น
- น้ำที่ผ่านการกรองจากรากพืชจะถูกส่งกลับไปยังบ่อปลา ทำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

รูปแบบของระบบอควาโปนิกส์
อควาโปนิกส์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
1. ระบบแพลอยน้ำ (Deep Water Culture – DWC)
- พืชจะถูกปลูกบนแผ่นลอยน้ำ โดยรากจะแช่อยู่ในน้ำที่มีสารอาหาร
- นิยมใช้ปลูกผักใบ เช่น ผักกาดหอม ผักคะน้า และผักโขม
- เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ต้องการผลิตในปริมาณมาก
2. ระบบน้ำไหลบาง (Nutrient Film Technique – NFT)
- น้ำที่มีสารอาหารจะไหลผ่านรากพืชในรูปแบบของชั้นบาง ๆ
- ระบบนี้ใช้พื้นที่น้อยและประหยัดน้ำมากกว่าแบบ DWC
- เหมาะสำหรับผักใบ เช่น ผักกาดหอม และกวางตุ้ง
3. ระบบรากยึดในวัสดุปลูก (Media-based Aquaponics)
- ใช้วัสดุปลูก เช่น หินภูเขาไฟ หรือทราย เป็นตัวกรองของเสียจากปลา และเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช
- สามารถปลูกพืชได้หลากหลายชนิด รวมถึงพืชที่มีรากลึก เช่น มะเขือเทศ และพริก

สัตว์น้ำและพืชที่เหมาะกับอควาโปนิกส์
ตัวอย่างปลาที่นิยมเลี้ยง
- ปลานิล: ทนทานและปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำได้ดี
- ปลาดุก: เติบโตเร็วและมีความแข็งแรงสูง
- ปลาคาร์พ: นิยมเลี้ยงเพื่อการบริโภคและประดับ
- ปลาหมอไทย: เหมาะสำหรับระบบขนาดเล็กและพื้นที่จำกัด
ตัวอย่างพืชที่นิยมปลูก
- พืชกินใบ: ผักกาดหอม คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง
- พืชสมุนไพร: โหระพา ผักชี ตะไคร้
- พืชผล: มะเขือเทศ แตงกวา พริก
การจัดการคุณภาพน้ำ
เพื่อให้ระบบอควาโปนิกส์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องควบคุมปัจจัยต่อไปนี้:
- ค่า pH ควรอยู่ในช่วง 5.5 – 7.0
- ปริมาณออกซิเจนในน้ำ ต้องมีระดับที่เหมาะสมสำหรับทั้งปลาและพืช
- การหมุนเวียนน้ำ ต้องมีการกรองของเสียและเติมออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ

การลงทุนและผลตอบแทน
ต้นทุนหลักของอควาโปนิกส์
- ต้นทุนคงที่: เช่น ค่าก่อสร้างโรงเรือน ค่าอุปกรณ์ และค่าเครื่องปั๊มน้ำ
- ต้นทุนผันแปร: เช่น ค่าอาหารปลา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าไฟฟ้า และค่าบำรุงรักษา
ผลตอบแทน
จากการศึกษาตัวอย่างฟาร์มที่ใช้ระบบอควาโปนิกส์:
- ต้นทุนเฉลี่ยในการเลี้ยงปลานิลอยู่ที่ 42.7 บาท/กิโลกรัม และขายได้ 55 บาท/กิโลกรัม
- การปลูกผักในระบบอควาโปนิกส์มีต้นทุนเฉลี่ย 52.5 บาท/กิโลกรัม และขายได้ 70-80 บาท/กิโลกรัม
- ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 28.8%
ข้อดีและข้อจำกัดของอควาโปนิกส์
ข้อดี
✅ ประหยัดน้ำ เนื่องจากเป็นระบบหมุนเวียน
✅ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะของเสียจากปลาถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืช
✅ ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ปลอดสารพิษและเหมาะกับตลาดสุขภาพ
✅ ใช้พื้นที่น้อย สามารถทำได้ทั้งในเมืองและชนบท
ข้อจำกัด
❌ ต้องมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการควบคุมคุณภาพน้ำ
❌ การลงทุนเริ่มต้นสูง เนื่องจากต้องใช้ระบบกรองน้ำและปั๊มออกซิเจน
❌ มีข้อจำกัดด้านชนิดของพืช ไม่เหมาะกับพืชที่ต้องใช้ดินเป็นหลัก
อควาโปนิกส์เป็นระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถผลิตทั้งปลาและพืชในพื้นที่เดียวกัน ลดการใช้น้ำและปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังตอบโจทย์ตลาดอาหารปลอดภัยที่กำลังเติบโต อย่างไรก็ตาม การจัดการระบบต้องอาศัยความรู้และการลงทุนที่เหมาะสม หากดำเนินการอย่างถูกต้อง อควาโปนิกส์จะเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ผู้แต่ง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดารชาต์ เทียมเมือง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทิพสุคนธ์ พิมพ์พิมล
หน่วยงาน : คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
แหล่งข้อมูล : https://kb.mju.ac.th/article.aspx?id=4152
เอกสารฉบับเต็ม : https://maejo.link/A1gl