MJU Articles
-

ศาลเจ้าพ่อโจ้ (ศาลเจ้าพ่อขวัญชัยมงคล)
ศาลเจ้าพ่อ แม่โจ้ จากการสืบค้นข้อมูลการกำเนิดศาลเจ้าพ่อโจ้ ซึ่งไม่มีการบันทึกในเอกสารที่สามารถใช้อ้างอิงได้นั้น ทีมงานจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้ประสานงานขอความร่วมมือจากคณาจารย์ศิษย์เก่า นับตั้งแต่รุ่นแรกๆ จนถึงรุ่น 50 การสัมภาษณ์และสืบค้นข้อมูลสามารถประมวลได้ว่าศาลเจ้าพ่อโจ้ กำเนิดขึ้นจากการได้รับงบประมาณสร้างหอพักสหมิตรในปี พ.ศ. 2501 ใช้นามสกุลของนายสนั่น สุมิตร อธิบดีกรมอาชีวศึกษาที่อนุมัติงบประมาณการก่อสร้างจำนวน 890,000 บาท เป็นชื่อหอพัก หลังจากสร้างเสร็จ โดยระหว่างก่อสร้างนั้นได้มีการสร้างศาลเพียงตาของเจ้าที่เพื่อให้การก่อสร้างหอพัก เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น จวบจนนักศึกษาแม่โจ้รุ่น 34 เข้ามาไหว้ศาล โดยเรียกว่าศาลเจ้าพ่อ (ยังไม่รู้จักกันอย่างกว้างขวางนัก) สันนิษฐานว่าเพื่อล้อกับเจ้าแม่ แม่โจ้ อย่างไรก็ดีในช่วงหลังศาลเจ้าพ่อมีบทบาทกับกิจกรรมรับน้องใหม่ เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ได้มีการย้ายสระเกษตรสนานเดิมมายังสระแห่งใหม่ในปัจจุบัน โดยกลุ่มผู้ทำหน้าที่ประเพณีได้จัดบุคคลทำหน้าที่ตีระฆัง และบวงสรวงศาลเจ้าพ่อเป็นประจำทุกปี และมีผู้คนเข้ามาสักการะกันมากขึ้นทุกปี ต่อมาศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 56 ซึ่งมีกำหนดการเข้ารับปริญญาบัตร ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 ดังนั้นในปี พ.ศ. 2536 ได้ประสานงานล่วงหน้ามายังอาจารย์โสภณ มงคลวัจน์ หัวหน้ากองกิจการนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ โดยในรุ่นมีมติให้สนับสนุนเงินงบประมาณก่อสร้างศาลเจ้าพ่อโจ้ ขึ้นใหม่ ซึ่งอาจารย์โสภณได้นำนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์และสาขาพืชสวนประดับ มาร่วมกันสร้างบุญเสริมบารมีด้วยใจศรัทธาปสาทะ หลังจากนั้นเมื่อศาลเจ้าพ่อโจ้…
-

ลาแล้วแม่โจ้
สัมผัสประสบการณ์ เรื่องเล่าการเริ่มต้นเดินทางมาเรียนที่เชียงใหม่ บรรยากาศในการเดินทางมาเรียนและการดำเนินชีวิตในแม่โจ้ จนเรียนจบถึงเวลาที่ต้องลาจากแม่โจ้อันเป็นที่รักยิ่ง ที่มีมาอย่างยาวนาน บางส่วนบางตอนจากหนังสือ “อนุสรณ์แม่โจ้ รุ่น 21″ เขียนโดย คุณปรีชา ถาวร แม่โจ้รุ่น 21 ความว่า… เสียงระฆังกังวาลขึ้นบอกเวลาเที่ยงคืน ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างทำให้อากาศในห้องเริ่มหนาวขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างบนอาณาจักรแม่โจ้เงียบสงัดดูคล้ายกับว่ากำลังหลับสนิท เสียงสุนัขหอนมาจากหมู่บ้าน ดังแว่วๆอย่างโหยหวนเยือกเย็น แต่ข้าพเจ้ายังคงนอนไม่หลับพลิกตัวไปมาบนที่นอนอันแสนจะอบอุ่น เสียงนาฬิกาปลุกบนโต๊ะเดินอยู่เป็นจังหวะๆ ข้าพเจ้าอดที่จะคิดถึงอดีตที่ผ่านมามิได้ มันยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำอย่างไม่มีวันลืม อา! อีกไม่ถึงเดือน สหายรัก เราทุกคนจำต้องจากกันไปคนละแห่ง จากกันไปเพื่อช่วยก่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญขึ้น ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า เมื่อเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น ก่อนถึงสถานีเชียงใหม่ ผู้โดยสาร ต่างกุลีกุจอเตรียมข้าวของเมื่อรถไฟจะถึงปลายทาง แต่ข้าพเจ้ารู้สึกหัวใจเต้นแรงกว่าปกติด้วยความตื่นเต้น เมื่อรถไฟเทียบสถานี คนโดยสารต่างทะยอยลงสู่ชานชลา ต่างยิ้มแย้มให้กับผู้ที่มาคอยตอนรับ แต่ข้าพเจ้าเล่าหิ้วกระเป๋าเดินทางลงจากรถไฟอย่างคนใจลอย ก้าวแรกที่ข้าพเจ้าเหยียบย่างลงสู่ผืนดินของเชียงใหม่ นัยตาของข้าพเจ้าฝ้าฟางคล้ายกับว่ายืมอยู่ในที่มืดซึ่งปราศจากแสงสว่าง โอ! นี่หรือพิงค์นครดินแดนแห่งพุทธศาสนาและเอื้องงาม ดินแดนที่ใครๆ เขาใฝ่ฝัน…
-

ประติมากรรมเขาควาย
เมื่อโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ ได้รับการยกฐานะเป็น วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2499 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แม่โจ้เวลานั้น เข้าสู่ยุคการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เป็นสถานศึกษาเกษตรแห่งเดียวที่เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษารวม 5 ปี (เพิ่มหลักสูตรใหม่ ประกาศนียบัตร ประโยคครูมัธยมเกษตรกรรม: ป.ม.ก. อีก 6 ปี) นักศึกษาที่จบ ป.ม.ก. จากแม่โจ้ออกไปนั้น ภายหลังได้ดำรงตำแหน่ง อาจารย์ใหญ่ และผู้อำนวยการสถานศึกษาเกษตรของกรมอาชีวศึกษาเกือบทั่วประเทศ ส่วนที่แม่โจ้ หลักสูตร ป.ม.ก. ดำเนินไปได้เพียง 5 รุ่นเท่านั้น (พ.ศ. 2500-2504) ก็ถูกย้ายไปจัดการเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมบางพระ ชลบุรี (ชื่อขณะนั้น) ส่วนที่แม่โจ้ได้เปิดเป็นหลักสูตรเทคนิคเกษตร เริ่มตั้งแต่รุ่น 25 พ.ศ. 2505 เป็นต้นไป ช่วงเวลาที่แม่โจ้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรเทคนิคเกษตรนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งการก่อสร้างอาคาร สถานที่ต่างๆ หนึ่งในการเปลี่ยนแปลง คือ การสร้างรูปปั้นหัวควายไปตั้งไว้ที่ประตูทางเข้าวิทยาลัย งานนี้อาจารย์ชาญ เชี่ยวศิลป์ ควบคุมการสร้าง เมื่อราวปี พ.ศ.…
-

ประเพณีขึ้นดอยปุย
ประเพณีขึ้นดอยปุย เป็นประเพณีที่รุ่นพี่แม่โจ้ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่อดีต เพราะก่อนที่จะจากอ้อมอกของ “แม่โจ้” พวกเราต้องจากไปอย่าง “ลูกชายของแม่โจ้” ที่แท้จริง สัมผัสประสบการณ์ขึ้นดอยปุยที่มีมาอย่างยาวนาน บางส่วนบางตอนจากหนังสือ “อนุสรณ์แม่โจ้ รุ่น 21″ เขียนโดย คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ แม่โจ้รุ่น 21 ความว่า… การศึกษาปีสุดท้ายทุกสมัยที่ผ่านมา ก่อนที่ทุกคนจะต้องจากแม่โจ้ไปดำเนินชีวิต ที่พวกเรา จะต้องไปเพื่อการต่อสู้กับเหตุการณ์ของโลกอันไพศาล ข่าวที่นำความซาบซึ้งมาถึง พวกเราที่ได้รับทราบเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2500 นั้นคือ ท่านผู้อำนวยการของเรา ได้อนุมัติให้พวกเราขึ้นไปศึกษาวิชาพฤกษศาสตร์ และฝึกความอดทน อันเป็นประเพณีที่รุ่นพี่ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ อดีต เพราะก่อนที่จะจากอ้อมอกของ “แม่โจ้” ไปพวกเราต้องจากไปอย่าง “ลูกชายของแม่โจ้” ที่แท้จริง ดังนั้นความกระหายที่พวกเราจะได้ฝึกความอดทนดั่งรุ่นพี่ ๆ จึงสมความปรารถนาแล้วในอันที่จะขึ้นสู่ดอยปุย ซึ่งเป็นยอดเขาลูกหนึ่งในบรรดายอดเขาสูงทั้งหลาย ทั้งนี้ลูกแม่โจ้ที่จะจากไปทุกรุ่น ทุกสมัยจะต้องเดินทางไป และไปจนถึงจุดหมาย คือยอดดอยปุย อันอุดมด้วยพฤกษชาตินานาชนิด โดยสัญลักษณ์อันสง่างามก็คือ ทิศที่ตั้งแห่งดอยปุยกับวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่นั้น…
-

พระพิรุณทรงนาค มหาวิทยาลัยแม่โจ้
จากข้อมูลจารึกปรากฏบนป้ายใกล้กับประติมากรรมพระพิรุณทรงนาค สัญลักษณ์ของการเกษตรบนฐานกลางสระน้ำ “พระพิรุณทรงนาค อนุสรณ์แม่โจ้ รุ่น 27” พระพิรุณหรือพระวิรุณหรือพระวรุณ เป็นเทพเจ้าแห่งฝน แห่งน้ำ หรือทะเลเป็นผู้บันดาลให้ฝนตก เป็นโลกบาลทิศประจิม(ทิศตะวันตก) พญานาคเป็นพาหนะของพระพิรุณและเป็นกำลังในการให้น้ำ พระพิรุณทรงนาคจึงเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์อันสืบเนื่องจากพื้นแผ่นดิน…แม่โจ้จึงให้พระพิรุณทรงนาค เป็นสัญลักษณ์ของสถาบันสืบต่อมา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 27 (2505) ออกแบบโดยอาจารย์ นิกร อักษรพรหม จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย หลังจากสร้างเรียบร้อยได้มีการขุดสระปลูกบัวล้อมรอบพระพิรุณทรงนาค และต่อมามีผู้ไปขุดดินกลบสระเพื่อให้ผู้คนเข้าสักการะอย่างใกล้ชิด แต่อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย ในฐานะผู้อำนวยการได้สั่งให้ขุดสระใหม่ เนื่องจากนาคเป็นสัตว์ที่คู่กับน้ำ จะต้องอยู่คู่กัน โดยบูรณะตามวาระโอกาศจนมีความสมบูรณ์และสง่าจนถึงปัจจุบัน โดยทุกวันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปีจะมีพิธีบวงสรวงพระพิรุณทรงนาคโดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้เพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่ ก่อนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแม่โจ้อย่างเป็นทางการ แหล่งที่มา : หนังสือ บันทึกแม่โจ้ ความคิด ชีวิต ตำนาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (หน้า 190)
-

อนุสาวรีย์อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปการ “บิดาเกษตรแม่โจ้”
อนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ ” บิดาเกษตรแม่โจ้ ” เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 แล้วเสร็จเมื่อเดือน มกราคม 2531 งบประมาณประมาณก่อสร้าง จำนวนเงิน 1,019,821บาท ได้จากเงินสมทบค่าก่อสร้างของครอบครัวพระช่วงฯ และศิษย์เก่าแม่โจ้ อนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ ก่อสร้างบนพื้นที่บริเวณหลังอาคาร ” พระช่วงเกษตรศิลป์ ” (หรืออาคารตึกเรียน ที่แม่โจ้รุ่นก่อน ๆ เรียกชื่อ เพราะมีอาคารตึกเดียว ที่ก่อสร้างเป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็กขนาดสองชั้น อาคารถาวรแรกสุดของโรงเรียนเกษตรแม่โจ้ เมื่อปี พ.ศ.2498) ซึ่งได้จัดสภาพภูมิทัศน์ให้มีความร่มรื่นสวยงาม กว้างขวางในการจัดพิธีต่าง ๆ อนุสาวรีย์สร้างในท่ายืนอย่างสง่า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก บนแท่นยกสูงขึ้นมีบริเวณลานรอบฐานอนุสาวรีย์และลานสนามหญ้ารอบฐาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมรูปปั้น อำมาตย์โทพระช่วงเกษตรศิลปการ จากนั้นเสด็จฯ สู่ลานอนุสาวรีย์ฯ ทรงพระสุหร่ายแล้วทรงวางพวงมาลา เมื่ออาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2532 เวลา 15.00 น. ใต้อนุสาวรีย์ฯ มีข้อความสลักบนแผ่นหินแกรนิตพื้นสีดำสลักข้อความว่า…
-

การศึกษากสิกรรม
ธรรมเนียมโบราณ การศึกษาเป็นงานเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องเรียนทั่วหน้า วิชาที่เรียนก็คือเลขและหนังสือ ซึ่งในภาษาอังกฤษ เรียกว่า The 3 Rs. ธรรมเนียมเป็นเช่นนี้เหมือนกันทั้งตะวันออกและตะวันตก ต่อมาได้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในเมื่อไม่กี่ศตวรรษที่แล้วมานี้เอง ว่าชาติหรือประเทศจะเจริญก็เพราะคนทั้งชาติเจริญ โดยได้รับการศึกษาทั่วหน้า จึงเกิดวางแผน “ศึกษาชาติ” กันขึ้น ในแผนศึกษาชาตินี้เอง ต้องวางชั้นการศึกษาเป็น ประถม, มัธยม, อุดม, เพื่อให้ชนทุกชั้นเลือกได้ตามภูมิปัญญา กับให้มีทั้งสามัญและวิสามัญศึกษา เพื่อทุกคนได้มีความรู้ทางอาชีพพอควรแก่อัตภาพ วิสามัญศึกษานี้ กล่าวโดยประเภท เป็น กสิกรรม, อุตสาหกรรม และพาณิชการ ทำไมจึงเริ่มด้วยการศึกษากสิกรรม? แผนศึกษาชาติของเราได้เริ่มมาตั้ง 20 ปีแล้ว ยังได้มีโครงการศึกษากสิกรรมขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2459 ทำไมจึงเริ่มด้วยการศึกษากสิกรรม? ก็เพราะสยามเป็นประเทศเพาะปลูก และวิชากสิกรรมนี้มีตัวอย่างที่ทำกันอยู่แล้ว เวลานั้นในประเทศข้างเคียง เช่น อินเดีย ซึ่งปรากฏตามรายงานว่า โรงเรียนกสิกรรมลงปลายมักจะผีหลอก พอผู้ปกครองนักเรียนเห็นว่า การเรียนไม่ได้ประโยชน์ ก็พากันถอนบุตรหลานออกจากโรงเรียน ข้างฝ่ายโรงเรียนซิปรากฏเป็นความเสียหาย ถึง 2 ชั้น คือ นอกจากเสียนักเรียนไป ยังเสียเวลาที่พอที่ครูจะสอนวิชาสามัญได้เต็มที่ วิชานั้น…
-

“ผำ”พืชที่กำลังได้รับความนิยมในการนำมาปรุงเป็นอาหาร
ผำ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยรู้จัก บางคนอาจรู้จักแต่ไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติของผำส่วนใหญ่จะมีขายที่ตลาดใส่ถุงไว้เป็นสีเขียวสดๆ หรือหลายคนอาจรู้จักในชื่อ ไข่แหน, ไข่น้ำ, ไข่ขำ “ผำ” เป็นพืชที่มีดอกขนาดเล็กที่สุด อาศัยลอยอยู่บนผิวน้ำ อาจลอยอยู่เป็นกลุ่มล้วนๆหรือลอยปนกับพืชชนิดอื่นๆก่อได้ อยู่บนผิวหนองน้ำหรือบ่อน้ำ ในน้ำนิ่งๆที่ต้องสะอาด มองไกลๆ คล้ายๆกับจอกแหน แต่ถ้าเข้ามาดูใกล้ๆจะเห็นว่า หน้าตาของมันดูคล้ายสาหร่ายหรือไข่ปลาจิ๋วๆ มากว่า ผำอาศัยอยู่บนน้ำ มีรูปร่างรีๆ ค่อนข้างกลม มีขนาดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ต้นจะมีสีเขียวสดเม็ดเล็กละเอียด ไม่มีรากไม่มีใบ เห็นเล็กๆแบบนี้ ผำ ยังเต็มไปด้วยสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นอาหารของสัตว์นำ้และสัตว์ปีกหลายชนิด ผำ มีการขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่ขนาดเล็กก่อสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว คนภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง จึงนิยมนำมาประกอบอาหารหลากหลายชนิด เช่นคั่วผำ ,ไข่เจียวผำ, ยำผำ แต่ก่อใช่ว่าทุกคนในท้องถิ่นจะรู้จักหรือเอามาปรุงอาหาร การจะนำผำมารับประทานต้องผ่านการล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆน้ำเพื่อล้างเศษดินและฝุ่นออก แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบ้าง บีบน้ำออกให้หมดและนำไปปรุงอาหารได้ ไม่สามารถนำมาทานสดๆได้ต้องให้สุกโดยการนำมาปรุงเป็นอาหารก่อนจึงจะนำมารับประทานได้ รสชาติของผำ หลายคนบอกว่ามีรสชาติจืดๆ มันๆ ไม่มีลักษณะเด่นเฉพาะ บางรายบอกรสชาติเหมือนผักวอเตอร์เครส บางเสียงก่อว่าเหมือน กระหล่ำปี…
-

อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปการ “บิดาเกษตรแม่โจ้”
อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปะการ(ช่วง โลจายะ) ขอเทิคพระคุณและบูชาบูรพาจารย์ อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปะการ(ช่วงโลจายะ) “บิดาเกษตรแม่โจ้” ผู้บุกเบิกงานหนักเพื่อสร้างแม่โจ้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรของประเทศไทย เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๒ ปีกุน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ ณ บ้านแข่ ตำบลพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรคนเล็กในจำนวนพี่น้องสองคนของร้อยเอก หลวงศรีแผ้ว ร.น. (ขาว โลจายะ)กับนางทองหยด โลจายะ การศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนวัดทรงธรรม อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการและระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวัดสุทัศน์ วัดราษฎร์บูรณะ และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตามลำดับ ระหว่างเรียนที่สวนกุหลาบในชั้นมัธยม ๗ และ ๘ นั้น นับเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง โดยได้คะแนน เป็นลำดับที่ ๑ ของชั้น ได้นั่งโต๊ะเรียนพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๖ มาโดยตลอด ต่อมาได้รับทุนรัฐบาลไทยไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ (Universtiy of the Phillipines at Los…
-

อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย คนต้นแบบลูกแม่โจ้ “งานหนักไม่เคยฆ่าคน”
อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย คนต้นแบบลูกแม่โจ้ “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” แนวความคิดการจัดสร้างอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ครั้งแรกเกิดขึ้นภายหลังจากเสร็จพิธีพระราชทานเพลิงศพท่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2528 โดยองค์การนักศึกษาแม่โจ้ ซึ่งมี นายจรูญ พุทธจรรยา (ดร.จรูญเกียรติ ภัทรมนตรสินพุทธจรรยา) นายกองค์การนักศึกษาแม่โจ้ (แม่โจ้ 48) และศิษย์เก่าแม่โจ้จำนวนหนึ่ง ได้หารือร่วมกันพิจารณา หาทุนการจัดสร้างอนุสาวรีย์รูปเหมือนของศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้ายไว้เป็นที่ระลึกสักการะของชาวแม่โจ้ ด้วยคุณความดีของท่านที่สร้างและพัฒนาแม่โจ้ ให้เจริญเติบโต จนเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน แม้การรณรงค์หาทุนการจัดสร้างอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ในช่วงแรกนั่น แต่งานก็ยังไม่ลุล่วง จนถึงวาระที่รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ เที่ยงตรง ดำรงตำแหน่งอธิการบดี(พฤษภาคม 2532- 2 พฤษภาคม 2540)ได้ดำเนินงานอย่างจริงจัง โดยสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ซึ่งขณะนั้น ดร.อำนวย ยศสุข เป็นนายกสมาคม ได้ใช้เงินรายได้ ส่วนหนึ่งสมทบกับเงินของศิษย์เก่าแม่โจ้ เพื่อดำเนินการจัดสร้าง…
-

ประติมากรรมคนลากเกวียน
ประติมากรรมคนลากเกวียน มีการไขข้อข้องใจของศิษย์เก่าแม่โจ้ แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าควรเป็นภาพในปีไหนและบุคคลในภาพชื่ออะไรบ้าง ก่อนที่จะมีพิธีเปิดงานประติมากรรมคนลากเกวียนที่ลานจัตุรัสนานนาชาติในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 นายสงวน จันทะเล ที่ปรึกษาอธิการบดี ได้รับมอบหมายหน้าที่จาก รองศาสตราจารย์ ดร.เทพ พงษ์พานิช อธิการบดีในช่วงนั้น ให้สืบหาชื่อบุคคลและที่มาของภาพดังกล่าวให้ได้ ซึ่งในเวลาในการสอบถามจากบุคคลหลายท่าน ก็ทราบไม่แน่ชัดและไม่ยืนยันว่าเป็นภาพในปี พ.ศ. ใด จนได้ข้อมูลจากรุ่นพี่อาวุโสรุ่นที่ 2 พี่วิชัย พี่วิเชียน และพี่สมบูรณ์ แสงแก้ว ทำให้ทราบว่าบุคคลในภาพ มีชื่อ ดังนี้ หน้าเกวียน บุญรอด บุญบงการ หน้าล้อ พยนต์ ศรลัมภ์ หน้าล้อ แถว สิทธิพงษ์ หลังเกวียน ผิว โกมลวณิชย์ งานรูปปั้นเหมือนคนลากเกวียน (งานหนักไม่เคยฆ่าคน) เริ่มก่อสร้างเมื่อ 16 ธันวาคม 2546 เสร็จสิ้นเมื่อ 30 มกราคม 2547 และส่งมอบให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อวันที่ 17…
-

“งานหนักไม่เคยฆ่าคน”
“งานหนักไม่เคยฆ่าคน” หากได้ยินคำนี้จะทำให้เรานึกถึงลูกแม่โจ้ แต่หลายท่านอาจจะไม่รู้ประวัติความเป็นของปรัชญางานหนักไม่เคยฆ่าคน ฝ่ายจดหมายเหตุและคอลชั่นพิเศษ จึงขอกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของประวัติปรัชญางานหนักไม่เคยฆ่าคน ศาตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ให้ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2497 ศาตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ได้รับราชการในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ นับเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาแม่โจ้สู่มิติใหม่ โดยรับจำนวนนักศึกษาเกินกว่าที่กรมอาชีวศึกษากำหนด จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่านักศึกษาเหล่านั้นมีความพร้อมและต้องการเรียนเกษตรจริง ๆ ด้วยการทำงานหนักหลังผ่านการทดสอบได้เดือนเศษ ท่านได้กล่าวแสดงความยินดีต่อนักศึกษาที่เหลืออยู่ว่า “การเรียนเกษตรที่แม่โจ้นี้ ต้องฝึกความทรหดสู้งานทุกอย่างได้ ไม่ถ้อถอย เพื่อจะได้เป็นลูกแม่โจ้ที่อดทน เข้มแข็ง ไม่กลัวงานหนัก ท่านขอให้จดจำคำพูดของท่านเสมอว่า งานหนักไม่เคยฆ่าคน ใครตายเพราะงานหนัก จะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้ที่แม่โจ้” ที่มา : บันทึกแม่โจ้ ความคิด ชีวิต ตำนาน หน้า 196