Yaowapa Khueankham

  • การเลี้ยงหนอนแมลง BSF เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนอาหารเม็ดสำหรับสัตว์น้ำ

    การเลี้ยงหนอนแมลง BSF เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนอาหารเม็ดสำหรับสัตว์น้ำ

    การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่มีแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติเอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแสวงหาแหล่งโปรตีนทดแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปจึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดต้นทุน หนึ่งในทางเลือกที่มีประสิทธิภาพคือ หนอนแมลงวันลายดำ (Black Soldier Fly: BSF) ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงสำหรับอาหารสัตว์น้ำ ประโยชน์ของหนอนแมลง BSF หนอนแมลง BSF มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยโปรตีน 39-56% และไขมันคุณภาพสูง 25-35% อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนและกรดไขมันที่จำเป็นต่อสัตว์น้ำ นอกจากนี้ BSF ยังมีคุณสมบัติในการช่วยลดขยะอินทรีย์เนื่องจากสามารถเลี้ยงด้วยเศษอาหารหรือของเหลือจากการเกษตร เช่น ผัก กากมันสำปะหลัง และกากน้ำตาล ทำให้สามารถผลิตอาหารสัตว์ที่มีต้นทุนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วงจรชีวิตของหนอนแมลง BSF วิธีการเพาะเลี้ยงหนอนแมลง BSF การนำหนอนแมลง BSF ไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ข้อดีและข้อจำกัดของการเลี้ยงหนอนแมลง BSF ข้อดี ข้อจำกัด การเลี้ยงหนอนแมลง BSF เป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการลดต้นทุนอาหารสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยอินทรีย์ และฮอร์โมนพืช อย่างไรก็ตาม การควบคุมคุณภาพและปริมาณการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญ ผู้แต่ง…

  • เทคโนโลยีการปลูกพืชในวัสดุปลูก

    เทคโนโลยีการปลูกพืชในวัสดุปลูก

    การเกษตรในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาศัตรูพืช โรคพืช และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะดินและน้ำ ทำให้การทำเกษตรแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดและผู้บริโภคได้ ด้วยเหตุนี้ ระบบการปลูกพืชในโรงเรือนจึงได้รับการพัฒนาและนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยง และเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่าการปลูกพืชแบบเปิดโล่ง การปลูกพืชในโรงเรือน หรือ Greenhouse Cultivation เป็นเทคนิคที่ช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อคุณภาพของผลผลิต ทำให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ที่ต้องการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดได้ หลักการพิจารณาในการผลิตพืชในโรงเรือน 1. ตลาดและความต้องการของผู้บริโภค การเลือกปลูกพืชในโรงเรือนควรพิจารณาจากตลาดเป็นหลัก ว่ามีพืชชนิดใดที่ได้รับความนิยม มีราคาดี และสามารถทำกำไรได้สูง นอกจากนี้ การศึกษาแนวโน้มการบริโภคของผู้บริโภคในช่วงเวลาต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ฤดูกาลและสภาพแวดล้อม แม้ว่าโรงเรือนจะช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการปลูกพืชได้ แต่ก็ยังคงต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ เช่น ปริมาณแสงแดด อุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อเลือกพืชที่เหมาะสมกับโรงเรือนในแต่ละภูมิภาค 3. พันธุ์พืช การเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลผลิต โดยควรเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคได้ดี และเหมาะกับการปลูกในโรงเรือน เช่น พืชผักใบเขียว มะเขือเทศ แตงกวา หรือพืชที่มีมูลค่าสูง…

  • การผลิตอะโวคาโดคุณภาพ 

    การผลิตอะโวคาโดคุณภาพ 

    อะโวคาโด (Persea americana) เป็นไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อนที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะไขมันชนิดดีที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ การผลิตอะโวคาโดที่มีคุณภาพต้องอาศัยความรู้ด้านสายพันธุ์ การขยายพันธุ์ และการดูแลรักษาต้นให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและสามารถแข่งขันในตลาดได้ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของอะโวคาโด อะโวคาโดเป็นไม้ผลยืนต้นที่มีความสูง 6-18 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลอ่อนและผิวขรุขระ กิ่งเปราะหักง่าย ใบมีสีเขียวสดเป็นมัน ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดใบยาวประมาณ 8-40 เซนติเมตร และกว้าง 5-18 เซนติเมตร ดอกของอะโวคาโดออกเป็นช่อแบบ Panicle ที่ปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง เกสรตัวผู้มีสองวง คือวงนอก 6 อัน และวงใน 3 อัน ดอกอะโวคาโดมีระบบการบานที่ซับซ้อน ส่งผลต่อการผสมเกสรและการติดผล การผสมเกสรของอะโวคาโด อะโวคาโดมีระบบการบานของดอกที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่: การปลูกอะโวคาโดเพื่อการค้าแนะนำให้ปลูกพันธุ์ A และ B ควบคู่กันเพื่อเพิ่มโอกาสในการผสมเกสรและติดผล พันธุ์อะโวคาโดที่แนะนำสำหรับการค้า พันธุ์อะโวคาโดที่เหมาะสมสำหรับการค้าในประเทศไทย ได้แก่: การขยายพันธุ์อะโวคาโด อะโวคาโดสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ได้แก่: การปลูกและดูแลอะโวคาโด อะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง…

  • คู่มือการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักไว้ใช้เอง

    คู่มือการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักไว้ใช้เอง

    การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพันธุ์พืช เทคโนโลยีการเกษตร และแนวทางการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพสูง เหมาะสมกับการนำไปเพาะปลูกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและควบคุมปัจจัยแวดล้อมอย่างเป็นระบบ หลักการคัดเลือกสายพันธุ์ ก่อนเริ่มกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม พันธุ์พืชที่นำมาปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ควรเป็นพันธุ์แท้ (open-pollinated) เพื่อให้สามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปโดยยังคงลักษณะเด่นของสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ลูกผสม (hybrid) มักให้ผลผลิตสูงกว่า แต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ซ้ำได้ เนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรมจะเปลี่ยนไปเมื่อปลูกในรุ่นถัดไป วิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ ความสำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ในระบบเกษตรอินทรีย์ การผลิตเมล็ดพันธุ์แบบอินทรีย์ช่วยรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ลดการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทการค้า และช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเองได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักต้องอาศัยกระบวนการที่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษาพืชแม่พันธุ์ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ให้ความสำคัญกับการลดการใช้สารเคมีและส่งเสริมความยั่งยืนทางการเกษตร ผู้แต่ง: ฉันทนา วิชรัช หน่วยงาน : คณะผลิตกรรมการเกษตร แหล่งข้อมูล : https://kb.mju.ac.th/article.aspx?id=4146 เอกสารฉบับเต็ม : https://maejo.link/lNa6

  • การผลิตและแปรรูปชาอัญชันอินทรีย์เพื่อการค้า
  • คู่มือการผลิต ผักอินทรีย์และผักสวนครัว
  • กาแฟ ปลุกคนทั้งโลก ตื่นจากหลับไหล
  • ธนาคารปูม้าต้นแบบ กับ เทคโนโลยีการเพาะฟัก จับปิ้งไข่ปูม้า เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ 
  • ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ควบคู่กับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช 
  • คู่มือการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้