Oral History

  • โรงเรียนเกษตรแม่โจ้สมัยบุกเบิก

    โรงเรียนเกษตรแม่โจ้สมัยบุกเบิก

    by

    |

    in

    กําจร บุญแปง สิ่งประทับใจครั้งแรก ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2477 ผมได้ไปรายงานตัวที่แผนกศึกษาธิการในฐานะเป็น นักเรียนทุนครูเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็เดินทางออกจากจังหวัดกลับไปบ้านที่บ้านต้นซาง หมู่ที่ 9 ต. สันทรายหลวง อ. สันทราย โดยพาหนะรถจักรยานสามล้อแบบตอปิโด (คือรถพ่วงข้าง คนโดยสารนั่งข้างคนขี่รถ แต่หันหน้าไปข้างหน้า 1 คน และหันหน้าไปทางท้ายรถ 9 คน) เสียค่ารถหนึ่งสลึง (25 สตางค์) สำหรับระยะทางราว 10 กม. ของถนนหินและดิน เมื่อกลับถึงบ้าน แล้วก็เก็บรวบรวมของใช้เพื่อเดินทางต่อไปแม่โจ้ โดยพาหนะเกวียนเทียมวัวคู่ เสียค่าจ้างเกวียน อีกสลึงเดียว (25 สตางค์) สมัยนั้นถนนหลวงจาก อ. สันทรายไปแม่โจ้ยังไม่มี รถต่าง ๆ ที่กล้ามาวิ่งจึงต้องใช้เส้นทางชนบทที่ติดต่อระหว่างหมู่บ้านกันเอง เกวียนของผมใช้เส้นทางจากบ้านต้นซาง ผ่านเข้าไปทางปิฎก ผ่านวัดแม่แก้ดหลวงไปออกวัดแม่แก้ดน้อย (ซึ่งบางที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดแพะ) แล้วก็ต่อไปถึงบ้านแม่โจ้ ระยะทางที่ไปเกวียนนี้ประมาณ 7 กม. แต่ค่าจ้างสมัย พ.ศ.…

  •  “ร้อยป่า” จากชีวิตจริง เสือ กลิ่นสัก สุภาพบุรุษแม่โจ้

     “ร้อยป่า” จากชีวิตจริง เสือ กลิ่นสัก สุภาพบุรุษแม่โจ้

    by

    |

    in ,

     “ร้อยป่า” จากชีวิตจริง เสือ กลิ่นสัก สุภาพบุรุษแม่โจ้                     จากบันทึกของคุณสมพันธุ์ ปานะถึก (วิเทศวรกิจ) แม่โจ้รุ่น 11 บุตรของหลวงวิเทศวรกิจและคุณวงศ์ ปานะถึก ท่านเกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2470 ที่กรุงเทพฯ  เข้าเรียนแม่โจ้เมื่อปี พ.ศ. 2487 ซึ่งท่านได้เล่าว่า เมื่อตอนมาเรียน แม่โจ้นั้นยังห่างไกลตัวเมืองเชียงใหม่มาก มีถนนลาดยางจากอำเภอเมืองถึงอำเภอสันทราย จากอำเภอสันทรายถึงแม่โจ้เป็นถนนดินลูกรัง พวกนักเรียนจะเข้าตัวเมือเชียงใหม่ต้องเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง นาน ๆ ครั้งทางโรงเรียนจะเอารถบรรทุกขนนักเรียนเข้าเมืองสักหนหนึ่ง แถบหมู่บ้านแม่โจ้เป็นป่าเต็งรัง เหียง และพลวง มีลำเหมืองแม่แฝกด้านหนึ่งของป่า            โรงเรียนที่มาเรียนตอนนั้นเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโรงเรียนที่เหมือนอยู่กลางป่า เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง สินค้า ของใช้ขาดแคลน นักเรียนแม่โจ้ทุกคนเวลาเดินไปปฎิบัติงานภาคสนาม ต้องบุกป่าฝ่าดงด้วยเท้าเปล่า เวลาเดินย่ำไปบนพื้นกรวดทรายร้อน ๆ หรือเหยียบย่ำดง บตอนแรก ๆ  นมาก อยู่ ๆ ไปฝ่าเท้าหนาจนหนามตำไม่เข้า พวกนักเรียนแม่โจ้เข้าเมืองด้วยเท้าเปล่าพอถึงแถวฟ้าฮ่ามจึงล้างเท้า…

  • “ความรู้สึกของข้าพเจ้าต่อสถาบันแม่โจ้”

    “ความรู้สึกของข้าพเจ้าต่อสถาบันแม่โจ้”

    by

    |

    in

    “ความรู้สึกของข้าพเจ้าต่อสถาบันแม่โจ้” โดย นายอนันต์ โกเมศ ข้าพเจ้าคิดว่ามีคนจํานวนไม่น้อยที่รู้จักและคุ้นเคยกับคําว่า “แม่โจ้” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางการเกษตรที่เก่าแก่สถาบันหนึ่งของประเทศไทย ที่ได้ผลิตนักศึกษาหรือบุคคลากรด้านเกษตรออกไปประกอบอาชีพในสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งในภาคเอกชนด้วยเป็นจํานวนมาก ข้าพเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ผ่านการศึกษาจากสถาบันนี้ ซึ่งในขณะนั้น “แม่โจ้” มีฐานะเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีหลักสูตร 2 ปี เมื่อสําเร็จแล้วบางท่านก็ออกไปประกอบอาชีพรับราชการตามกรมต่าง ๆ และประกอบอาชีพส่วนตัวก็มีมาก และที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีเป็นบางส่วน และมีส่วนน้อยที่ได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอื่น เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะแยกย้ายกันไปหลังจากสําเร็จการศึกษาแล้วก็ตาม แต่ความผูกพันต่อสถาบันแม่โจ้ ต่อเพื่อนร่วมชั้นและร่วมสถาบันยังคงมีอยู่อย่างแน่นแฟ้นและมิได้เลือนลางไปจากจิตใจของทุกคน ถ้าจะพูดถึงสปิริตแล้วลูกแม่โจ้ทุกคนมีสปิริตสูง พร้อมที่จะสละทั้ง   กําลังใจ กําลังกาย และกําลังทรัพย์ เพื่อจรรโลงสถาบันและเพื่อนร่วมสถาบันเมื่อคราวจําเป็น ซึ่งจะหาสถาบันอื่นมาเปรียบเทียบได้ยาก ข้าพเจ้ากล้ากล่าวเช่นนี้ได้ก็เพราะว่า ข้าพเจ้าได้ผ่านสถาบันการศึกษามาหลายแห่ง แต่ไม่มีสถาบันใดที่ข้าพเจ้าจะมีจิตใจผูกพันแนบแน่นเหมือน “แม่โจ้” ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากการศึกษาที่แม่โจ้ในสมัยนั้นเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้พักอยู่ร่วมกัน ปฏิบัติงานด้วยความลําบากและศึกษาร่วมกัน และต่อสู้กับความเจ็บไข้ได้ป่วยร่วมกัน ทุกคนอดทน หนักเอาเบาสู้ สมบุกสมบัน ไม่อ่อนแอทั้งกายและใจ รู้จักกันทั่วถึง จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยที่ลูกแม่โจ้ทุกคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันไม่ว่าจะแยกย้ายกันไปอยู่ที่ใดไปเล็กหรือไปใหญ่ที่ไหน เมื่อได้ยินคําว่า “แม่โจ้” ความรู้สึกเก่าก่อนก็กลับมาสู่จิตใจ รวมทั้งความรักความผูกพันต่อกันต่อแม่โจ้กลับมาสู่สํานึกอย่างเต็มเปี่ยม…

  • ชีวิตสองปีในแม่โจ้

    ชีวิตสองปีในแม่โจ้

    by

    |

    in

    ชีวิตสองปีในแม่โจ้ โดย บุญช่วย เลี้ยงสกุล           การศึกษาทำให้นิสัยของมนุษย์งามน่าชม หลายคนที่พูดว่าการ กสิกรรมไม่ต้องศึกษาก็ทําได้ แน่นอน ใคร ๆ ก็ทำการกสิกรรมได้ แต่ผู้ที่มีการศึกษาสูงจึงจะทราบได้ว่า การศึกษากสิกรรมดีอย่างไร ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาคงทราบไม่ได้ว่า วิชากสิกรรมมีหลักอย่างไรบ้าง สําหรับผู้ที่ได้เรียนได้รู้คงทราบว่า วิชากสิกรรมเป็นวิชาที่ยาก ไม่ใช่เรียนจากการพูดหรือตำหรับตำราเท่านั้น ต้องอาศัยความชำนาญทางปฏิบัติเป็นส่วนมาก จึงจะยังผลให้สําเร็จได้ ผู้ใดที่ไม่นึกเช่นนี้ ก็เท่ากับไม่ได้เรียนหลักกสิกรรม กสิกรรมเป็นการกระทำที่ยากลําบาก กสิกรต้องศึกษาและปฏิบัติงานด้วยความสามารถ ทั้งต้องเป็นผู้อดทน และ ขยันขันแข็ง จึงจะทราบผลว่าการกสิกรรมเป็นอย่างไร พวกเราได้อุทิศร่างกายและใจบากบั่นมาเป็นกสิกรก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวนั้น ผู้ที่ทําการกสิกรรมสําเร็จนั่นคือ พวก Working Patriots ไม่ใช่ Talking Patriots และเพื่อความต้องการ Working Patriots นี้เองที่พวกเราได้ใช้ชีวิตมาศึกษาวิชากสิกรรมมาเป็น กสิกรแท้ ๆ แต่ชีวิตการศึกษาได้ฝ่าฟันอุปสรรคและสิ่งแวดล้อมอย่างไรนั้นก็คือ ชีวิตสองปีในแม่โจ้ที่จะกล่าวต่อไป พ.ศ. 2478 เป็นปีแรกที่พวกเราทั้งหลายได้เข้ามาศึกษา บริเวณแม่โจ้ยังทึบไปด้วยทิวไม้ การเป็นอยู่ขลุกขลักมากในต้นปี เดี๋ยวถูกย้ายอยู่เรือนโน้นเดี๋ยวเรือนนี้ กว่าจะเรียบร้อยกันได้ก็เกือบสิ้นภาคต้น ในชั้นแรก พวกเรายังไม่สนิทสนมกันเพราะต่างคนก็มาจากจังหวัดต่าง ๆ…

  • อาจารย์ใหญ่คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ

    อาจารย์ใหญ่คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ

    by

    |

    in

    อาจารย์ใหญ่คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ โดย นายธีระ นาคะธีรานนท์   อาจารย์ใหญ่หรืออาจารย์พระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นเสมือนบิดาหรือผู้บุกเบิก “แม่โจ้” ในตําแหน่งราชการท่านคืออาจารย์ใหญ่ ร.ร. ฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ และร.ร.มัธยมวิสามัญเกษตรกรรมแม่โจ้จังหวัดเชียงใหม่ สําหรับโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมเริ่มตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2477 เป็นรุ่นที่ 1 โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม เริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2478 เป็นรุ่นที่ 1 ผู้เขียนจบจากโรงเรียนฝึกหัดครู รุ่นที่ 3 พ.ศ. 2479-2480 โดยเป็นนักเรียนในนามของจังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้คัดเลือกส่งไป การเดินทางจากจังหวัดนครสวรรค์ไปจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นระยะทางที่แสนไกล ได้เดินทางไปโดยรถไฟด่วน จากสถานีปากน้ำโพตอนกลางคืนค่อนข้างดึกมีเพื่อนนักเรียนและครูไปส่งกันพอสมควร จําได้ว่าผู้จากไปมีการร้องไห้ด้วย บนรถไฟด่วนได้พบคณะนักเรียนซึ่งไปเรียนที่แม่โจ้แห่งเดียวกันหลายคน เดินทางถึงเชียงใหม่ตอนกลางวันที่สถานีรถไฟนครเชียงใหม่ มีครูจากโรงเรียนนํารถโดยสารมารอรับพวกเราเพื่อนําคณะเราออกจากเวียงไปแม่โจ้             รถยนต์เป็นรถสองแถวขนาดกลาง 4 ล้อ ด้านข้างบุสังกะสีซึ่งเป็นรถแบบนั้นในสมัยนั้นและเหมือน ๆ กันหมด รถยนต์ถึงแม่โจ้ตอนบ่าย พวกเราได้ยินชาวเชียงใหม่พูดสนทนากันด้วยคําเมืองเป็นครั้งแรก เราไม่รู้เรื่อง ที่จําได้คือ คิง ๆ ฮา ๆ เท่านั้น…

  • พระคุณของครู

    พระคุณของครู

    by

    |

    in

    พระคุณของครู  โดย ศาสตราจารย์ระพี สาคริก                                                                                                    คนเราทุกคน เกิดมาแล้ว…

  • ไม่มีชนเหนือชั้นในแม่โจ้

    ไม่มีชนเหนือชั้นในแม่โจ้

    by

    |

    in

    ไม่มีชนเหนือชั้นในแม่โจ้ โดย กัสสปะ อัคนิทัต   ผู้เขียนหลายท่าน ได้บรรยายไว้ค่อนข้างละเอียดถึงบุคคลิกลักษณะ อุปนิสัย ความรู้ ความสามารถ ความเมตตาปราณี ความมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานทุกชนชั้น ตลอดจนการบําเพ็ญตนในฐานะอาจารย์ต่อศิษย์ได้ครบถ้วนของอาจารย์พระช่วงเกษตรศิลปการ โดยเขียนตามทรรศนะของแต่ละท่าน แต่ทั้งหลายทั้งสิ้นก็มารวมเป็นทรรศนะเดียวกันเป็นเอกฉันท์ คือท่านอาจารย์พระช่วงฯ เป็นบุคคลที่ควรแก่การเทิดทูน เคารพ บูชา และควรถือเป็นแบบอย่างของผู้ที่เป็นครูอาจารย์ ทั้งมวลที่รักและประสงค์จะเป็นครูอาจารย์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณงามความดี เพื่อตนเองและเพื่อการศึกษาของประเทศ อีกทรรศนะหนึ่งที่ยังไม่มีผู้ใดกล่าวถึง ซึ่งได้มีความคิดคํานึงว่า การปฏิบัติตนอันเป็นอุปนิสัยของอาจารย์ในเรื่องนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่บันดาลให้แม่โจ้เป็นดินแดนแห่งความสงบ ร่มเย็น ปราศจากการแตกแยกไม่ว่าจะเป็น ระหว่างนักเรียนต่อนักเรียน (จํานวน 300 – 500) ครูอาจารย์ต่อครูอาจารย์ หรือนักเรียนต่อครูอาจารย์ ซึ่งแตกต่างกันโดยกําเนิด ฐานะ พื้นฐานการศึกษา หรือ หลักสูตรการศึกษา (ฝึกหัดครู : วิสามัญเกษตรฯ) สิ่งสําคัญนั้นคือ อาจารย์พระช่วงฯ ได้ถือหลักแห่งความเสมอภาคอยู่ในใจเป็นนิจสิน และหลักการนี้เองสามารถทําให้ท่านได้บริหารการศึกษาเกษตร-แม่โจ้ ให้มีความสงบสุข ร่มเย็น และมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน สามารถรวมใจรวมพลังกลุ่มชนหลายร้อยหรือนับพันถ้ารวมข้าราชการ พนักงาน และคนงานของสถานีทดลองกสิกรรมภาคพายัพ รวมถึงครอบครัวซึ่งท่านดํารงตําแหน่งหัวหน้าสถานีฯ ด้วยอีกตําแหน่งหนึ่ง…

  • เยาว์วัยในแม่โจ้

    เยาว์วัยในแม่โจ้

    by

    |

    in

    เยาว์วัยในแม่โจ้ โดย ชื่นสุข โลจายะ จําได้ว่าขณะที่อยู่กับคุณพ่อที่แม่โจ้นั้น ดิฉันเพิ่งอายุแค่ 4 ขวบ อยู่ที่นั่นจนกระทั่ง อายุ 6 ขวบ จึงกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เราเริ่มต้นที่แม่โจ้ด้วยการอยู่ในบ้านกระต๊อบหลังคามุงด้วยใบตองตึง (ใบพลวง) ใบตองตึงเป็นใบไม้ใหญ่ รูปไข่คล้ายใบหูกวาง เอามาเย็บติดต่อกันเป็นตับๆ คล้ายตับจาก เวลาจะเดินทางจากบ้านแม่โจ้เข้าเมืองเชียงใหม่ บางครั้งไม่มีเกวียนจะนั่งก็ต้องเดิน เอาใบตองตึงมาปิดศีรษะกันแดด ตอนขากลับเข้าแม่โจ้เวลากลางคืน คุณพ่อเอาปืนมาวางบนตัก เกรงจะมีอันตรายกลางทาง เพราะเป็นการเดินทางในป่าที่แสนมืด ช่างน่ากลัวเสียจริง ๆ เด็ก ๆ รู้สึกว่าเป็นเรื่องผจญภัยคล้ายในหนัง คุณพ่อได้ให้คนงานมาหักร้างถางพงและพัฒนาแม่โจ้จนป่ากลายเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กระต๊อบ ได้กลายเป็นเรือนไม้มีใต้ถุนสูง มีโรงเรียนเป็นเรือนไม้แถวยาวๆ นักเรียนแม่โจ้เริ่มต้นวันแรกมีไม่กี่สิบคน ทุกคนต้องทํางานหนักตรากตรําและต่อสู้กับภัยธรรมชาติอย่างทรหด ผิดกับนักเรียนเกษตรศาสตร์แม่โจ้ในปัจจุบัน ที่ได้นั่งเรียนในตึกหรูหรา รุ่นแรก ๆ ทุกคนยังคงจำดิฉันและน้อง ๆ ได้ดี เพราะเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่ทุกคนมาคอยอุ้มหรือแบกใส่บ่าไปเที่ยวชมป่าสนุกสนานเหมือนเป็นน้อง ๆ ของนักเรียนทุกคน  เท่าที่จําชื่อได้ก็มี พี่ถมยา บุณยเกตุ แผ่พืช เทพหัสดินทร์…

  • แม่โจ้ให้อะไรบ้าง

    แม่โจ้ให้อะไรบ้าง

    by

    |

    in

    แม่โจ้ให้อะไรบ้าง โดย ถมยา บุนยเกตุ   ราวต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นเวลาปิดเทอมปลาย และกําลังใกล้จะเปิดเทอมปีการศึกษาต่อไป คุณพ่อข้าพเจ้าเรียกตัวให้ไปพบแล้วก็บอกว่า “พ่อจะส่งลูกไปเรียน วิชาการเพาะปลูกที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่” ข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้นอกจากกล่าวคําว่า “ครับ” อย่างเดียว ถ้าจะนับว่าข้าพเจ้าเป็นลูกแม่โจ้ก็นับได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สาเหตุที่ข้าพเจ้าถูกส่งไปเรียนวิชาเกษตร ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าคุณพ่อและพี่ชายข้าพเจ้าปรึกษากันดีแล้ว เพราะขณะนั้นพี่ชายข้าพเจ้าได้รับราชการอยู่กรมเกษตรและได้เรียนสําเร็จวิชาการเกษตรมาจากต่างประเทศ ประกอบกับคุณพ่อของข้าพเจ้ามีสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มะม่วง ชมพู่ ฝรั่ง หมาก กล้วย มะขามหวาน ฯลฯ และยังเลี้ยงเป็ดอีกจํานวนมาก คงจะเห็นบทบาทของการเกษตรว่ามีทางก้าวหน้าในอนาคต ต่อมาคุณแม่ก็ได้ไปตระเตรียมซื้อของใช้ที่จําเป็น เพื่อให้ข้าพเจ้าไปใช้สอยในการศึกษาที่แม่โจ้   สําหรับตัวข้าพเจ้าในระหว่างนั้น ต้องไปติดต่อการสมัครเรียนที่กระทรวงธรรมการ ซึ่งขณะนั้นอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ภายหลังได้เปลี่ยนเป็น กรมกสิกรรม ในวันที่ 4 มิถุนายน 2478 ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพพร้อมกับนักเรียนที่ร่วมเดินทางในขบวนรถด่วนจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ ประมาณเกือบ 200 คน วันนั้นที่สถานีหัวลําโพงมีผู้คนมากมาย คงจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมาส่ง สําหรับผู้ที่จะไปคงมีความตื่นเต้นและดีใจที่จะได้ไปเชียงใหม่ที่เขาลือกันนักว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงาม…

  • ครั้งหนึ่งในแม่โจ้

    ครั้งหนึ่งในแม่โจ้

    by

    |

    in

    ครั้งหนึ่งในแม่โจ้ โดย คุณหญิงช่วงเกษตรศิลปการ     เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2476 ต้น ๆ เดือน เดินทางไปเชียงใหม่ทั้งครอบครัว การเดินทางไปครั้งนี้ เนื่องจากคุณพระช่วงต้องย้ายไปรับราชการที่นั่นในตําแหน่งหัวหน้าสถานีทดลองกสิกรรมกลางดงกลางป่า ที่ห้วยแม่โจ้ อําเภอสันทราย เวลานั้นเพิ่งเริ่มสร้างสถานี ไม่มีอาคารบ้านเรือนพอจะอาศัยได้ ต้องปลูกกระต๊อบหลังคาใบตองตึง ฝาตองตึงอยู่ แต่เรือนที่สร้างด้วยใบไม้นี้หน้าร้อนอยู่สบายที่สุด (ตัวดิฉันเองเวลานี้ก็อยากอยู่บ้านเล็ก ๆ หลังคาจากฝาจาก แต่เทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกในเขต) ผู้ที่ทํางานเริ่มที่สถานีทดลองทุกคนอยู่กระต๊อบทั้งนั้น ตอนแรกครอบครัวต้องเช่าบ้านอยู่ในเวียงก่อน พอปลูกกระต๊อบเสร็จก็ย้ายไปแม่โจ้ เพราะ  คุณพระช่วงเสียดายเงินค่าเช่าบ้าน ซึ่งเวลานั้นเดือนหนึ่งเจ้าของบ้านเขาเรียกร้องเอาตามอัตราเงินเดือน เป็นเงินเดือนละหลายร้อยบาท ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดาค่าเช่าจะน้อยกว่าตั้งครึ่ง ตอนแรก ๆ ไปอยู่แม่โจ้ มีพวกแม่ค้านําของมาขาย มีมะม่วงแก้ว กล้วยน้ำว้า สัปรด มะเขือเทศอย่างเป็นพวง ๆ ตอนหลังจะส่งผักอะไร แม่ค้าจะพยายามหามาให้ เพราะได้ราคาแพงกว่าขายคนอื่น มีคนเอาดอก บีโกเนียเสียบผมมาขายของ ตอนหลังสั่งให้หาต้นมา ได้มาประมาณ 10 กว่ากระถาง ปลูกไว้เต็มนอกชาน    มากรุงเทพฯ 10 กว่าวัน…

  • แม่โจ้ในความทรงจำของข้าพเจ้า

    แม่โจ้ในความทรงจำของข้าพเจ้า

    by

    |

    in

    แม่โจ้ในความทรงจำของข้าพเจ้า ประเทือง ประทีปะเสน ข้าพเจ้าเผอิญได้มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในแม่โจ้ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2482 เริ่มเข้าไปอยู่ในฐานะผู้ช่วยหัวหน้าสถานีทดลองภาค 5 แทนคุณยอด (George) คมสัน ก่อนที่จะเดินทางไป ก็ได้รับคําบอกเล่าที่สับลนทั้งทางดีและทางร้าย โดยที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม คําบอกเล่าในทางดีก็มีในแง่ว่าได้ไปอยู่ในเมืองคนงาม มีแต่ความสงบเรียบร้อย สนุกสนาน ในแง่ร้ายก็คือ ไปอยู่แม่โจ้ก็เหมือนถูกเนรเทศ ในโรงเรียน (เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มีแต่เด็กนักเลงเกเร โรงเรียนก็อยู่ห่างจากตัวเมืองตั้ง 17 กิโลเมตร ถนนติดต่อจากตัวเมืองก็ขรุขระ มีแต่ฝุ่นในฤดูแล้ง และมีแต่โคลนในฤดูฝน บริเวณสถานีทดลองและโรงเรียนก็เป็นที่ๆ แห้งแล้งปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น ทั้งที่ข้าพเจ้าผ่านวิทยาลัยเกษตรที่มีชื่อว่าเป็นที่ ๆ ลําบากมากก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้ จึงเตรียมตัวไปพอสมควรแก่ที่คิดว่าจะไปอยู่ในที่กันดาร มีมุ้ง ที่นอน ถ้วยโถโอชามและมีเด็ก (หนุ่ม) ไปด้วย 1 คน เพื่อจะได้ไปหุงหารับประทาน ข้าพเจ้าเดินทางโดยรถด่วนเชียงใหม่ชั้น 2 นอน (ตามสิทธิข้าราชการชั้นโทอันดับ 1) และจําได้ว่าไปนั่งอยู่กับข้าราชการอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พิพากษาถูกย้ายไปประจําแม่ฮ่องสอน (ภายหลังทราบว่าเป็นบิดาอาจารย์ประวัติ สายทองสุก และไปเสียชีวิตด้วยไข้มาเลเลียที่แม่ฮ่องสอน) ต่างก็สนทนากันไปถึงที่ ๆ…

  • ข้าพเจ้ากับพระช่วงฯ

    ข้าพเจ้ากับพระช่วงฯ

    by

    |

    in

    ข้าพเจ้ากับพระช่วงฯ โดย ศาสตราจารย์ อินทรีย์ จันทรสถิตย์ ข้าพเจ้ารู้จักคุ้นเคยกับคุณพระช่วงตั้งแต่เรายังเป็นเด็กนักเรียนสวนกุหลาบด้วยกัน ผมอยู่ชั้นสูงกว่าเขา แต่พวกเราที่อยู่ย่านบางลําภู ถนนสิบสามห้าง วัดรังสี ก็มีอีกหลายคนที่รุ่นราวคราวเดียวกัน มักจะไปคุยกันที่บ้านคุณพ่อคุณพระช่วงบ้าง ไปฟังเขาเล่นดนตรีกันบ้าง เพราะคุณพระช่วงเป็นนักดนตรีสีซอเก่ง เรื่องการเรียนดูไม่ค่อยจะสนใจกันเท่าใดนัก เพราะรู้จักกันแล้วว่าในชั้นของตัวใครเก่ง ใครไม่เก่ง ใครจะได้ทุนเล่าเรียนหลวง เป็นต้น ฉะนั้นการฝึกในด้านวิชาการ โดยเฉพาะในชั้นมัธยมปีที่ 8 จึงไม่ค่อยได้มาทําเป็นการบ้านนัก ได้รู้จักชอบพอกันมากขึ้นเมื่อเราเข้าศึกษาในวิทยาลัยเกษตรกรรมที่โลสบานโยส ประเทศฟิลิปปินส์ ผมไปเรียนก่อนเขา เขาตามไปทีหลัง เราได้อยู่กินนอนด้วยกันทั้ง 3 ปี สุขด้วยกันทุกข์ด้วยกันและ 3 ปี ดูมันรวดเร็วมาก ผมสําเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2464 ช่วงยังไม่สําเร็จขาดอีกปีหนึ่ง แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการก็กรุณาให้เราไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกัน 3 คน มีนายหนู อมาตยกุล ซึ่งไปฟิลิปปินส์พร้อมกับช่วงเขา แต่ไปเรียนเพาะช่าง เดินทางร่วมกันไปโดยเรือไฟ จากมนิลา ผ่านเซี่ยงไฮ้ และแวะอีกหลายเมืองในญี่ปุ่นใช้เวลา 21 วัน ก็ถึงเมืองซีแอตเติล พักอยู่ 2 วัน…