แม่โจ้ในอดีต
-

ชีวิตนักเรียน ครูกสิกรรมแม่โจ้
ช. มณีมาโรจน์ การสถาปนา ชีวิตให้รุ่งโรจน์ โชติช่วง นั้นต้องอาศัยวิริยภาพและปัญญาอันหลักแหลม ประหนึ่ง เป็นประทีปดวงใหญ่ที่คอยให้ความสว่าง ขจัด ความมืดมนอนธการทั้งมวลให้ปลาตสิ้นศูนย์ ธรรมชาติได้ เสกสรรค์มาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว สมองและพละกําลัง เป็นสิ่งจําเป็น แก่นักเรียน ครูกสิกรรมอย่างที่สุด จะให้ลด หย่อน ทางใดทางหนึ่งย่อมไม่ได้ งานศิลปที่ทําเป็นหลักปฏิบัติหลังจากที่เราได้ ศึกษาความลึกลับมหัศจรรย์ของ พฤกษชาติแล้ว ศิลปบางชนิดเราต้องใช้ความอุตสาหะพากเพียรของเรารวม หน่วยเพื่อให้บรรลุ ความสําเร็จเป็นประโยชน์แก่สถานศึกษาของเรา นักเรียนที่ปราศจากวิริยภาพในงานศิลป์ จะแข็งแกร่งทรหด อยู่ในโรงเรียนของเราไม่ได้ เพราะขาดกําลังจิตใจ และแน่นอนยิ่งนัก ความรุ่งเรืองในชีวิตจะมาเยี่ยมกรายเขา ได้อย่างไร ทั้งนี้ ตรงกับวาทะของขงจู้ที่ว่า “จิตใจที่ไม่แข็งแกร่งย่อมมีสภาพ เช่นเดียวกับเสียงที่สะท้อนอยู่ในตึก” นั่นเทียว ในรุ่งอรุณ จะได้ยินเสียงระฆังขานก้องกังวาลมาแต่ไกล เป็นเสียงที่เยือกเย็นประหนึ่งเสียง ของเทวทูตมา ปลุกปลอบให้เราต้องผวาตื่นขึ้น ด้วยจิตใจที่ร่าเริงสดชื่น ขมีขมันไปรายงานตัวต่อครู เพื่อประกอบ งานด้วยพากเพียร โดยสุจริตจิตไม่มีข้อเอนเอียงเข้าแอบแฝง บางครั้งเรารู้สึกอ่อนเพลียระเหี่ยใจเป็นนักหนา จึงไม่สามารถทําความสะอาดใบหน้าให้เกลี้ยงเกลา อย่างวิจิตรพิสดาร ได้ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องล้างหน้า แต่เพียง “อย่างย่อ” หรือ…
-

เมื่อผมสอบเข้า แม่โจ้
ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยเลือกเรียน ภาษาต่างประเทศ มีโครงการว่าจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่ไอ้การที่เป็นคนไม่รักดี เรียนยังไม่ทัน สิ้นปีก็เปลี่ยนโครงการใหม่ ในที่สุดก็สอบตก หลังจากได้ใบสุทธิแล้ว ผมก็มุ่งหน้าขึ้นสู่เชียงใหม่ ถิ่นไทยงาม เนื่องจากผมเป็นคนชอบอ่านนวนิยาย เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผมรู้จัก “เสือ กลิ่นสัก” ในร้อยป่า และ “เลิศ แหลมฉาน” จากธาตุกระทิง และก็รู้จักแม่โจ้ สถาบันที่พระเอกทั้งสองได้เข้าเรียน ถูกแล้วครับ ผมขึ้นเชียงใหม่ เพื่อจะสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่แม่โจ้ และก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ เมื่อผมมาถึงครั้งแรก ก็พักที่โรงแรมราชวงศ์ ครั้นอยู่ไปได้ 4-5 วันเงินก็ชักเหลือน้อยลง จึง ได้ไปขอพักอาศัยอยู่ที่วัดสําเภา ซึ่งผมก็ได้อยู่อาศัยจนสอบเสร็จ ทุนค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว เพราะบางมืออาศัยกิน ข้าวกับพระและเณร เมื่อวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เปิดรับสมัคร ผมจึงได้สอบถามพวกรถรับจ้าง ก็ทราบว่ารถที่จะไปแม่โจ้ จอดอยู่ที่ปั้มน้ำมันสามทหารเชิงสะพานนครพิงค์ เมื่อรถวิ่งจะถึงวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ กระเป๋าก็มาเก็บค่าโดยสาร ผมก็ไม่รู้ว่าราคาเท่าไร ผมให้ใบละ 5 บาทไป แต่เขาทอนมา 3 บาท…
-

ชีวิตรุ่น 33
ณ. ที่นี้ขอกล่าวย้อนหลังไปอีก 3 ปี ปีที่ทุกคนไม่อาจลืมได้จนชั่วชีวิต ความหวังก่อนหน้านั้น ทุกคนมาศึกษาแม่โจ้เพื่อเป็นบันไดต่อชีวิตให้กับอนาคตและชีวิตของตัวเอง สิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ก็คือ “การใช้ชีวิตร่วมแห่งสถาบันเดียวกัน” ครั้งแรกจะไม่มีใครคิดเฉลี่ยวใจเลยว่าการดำเนินชีวิตในแม่โจ้นั้น มันมีความเข้มข้นเพียงใดและเกี่ยวโยงกับอนาคตกาลข้างหน้าของเรา ๆ อย่างไร? ทั้งนี้เพราะว่าทุกคนมัวหลงระเริงอยู่กับคำสรรเสริญเยินยอที่ได้รับจากรุ่นพี่ก็อาจเป็นได้ โดยไม่มีใครล่วงรู้เลยนั่นเป็นชีวิตอีกแง่หนึ่งใน จํานวนหลาย ๆ แบบ ในแม่โจ้ซึ่งผู้ที่เคยเหยียบผืนดินแห่งนี้มาก่อนได้ช่วยกันขนานนามให้เสียอย่างโก้หรูว่า “ประเทศแม่โจ้” หลังจากวันที่ 7 มิถุนายน ไปแล้วนั่นแหละทุกคนจึงรู้ว่า ตนเองได้ตกอยู่ภายใต้ขอบเขต – กฎของธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง นับเป็นครั้งที่ 33 ลูก ๆ ที่คลอดออกมาจึงได้ถูกขนานนามจากลูกแม่เดียวกันว่า “แม่โจ้รุ่น 33” ซึ่งทั้งหมด 200 กว่าคน และแน่นอน รุ่น 33 เป็นรุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดรุ่นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการงาน, การเรียน กําลังใจกำลังกาย เขามีพร้อมและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะความกดดันทางด้านจิตใจ ทั้งทางกายและสภาพแวดล้อมที่ทุกคนในรุ่น 33 ได้จับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความตื่นเต้นคึกคะนอง ดีใจ ภูมิใจ ไม่แพ้หรือยิ่งหย่อนไปกว่าครั้งใดๆ ได้เกิดขึ้นในใจและสีหน้าของทุกคนในรุ่นนี้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อทุกคนได้มีโอกาสใช้ฝ่ามืออันหยาบกระด้างสัมผัสกับของชิ้นหนึ่ง…
-

โรงเรียนเกษตรแม่โจ้สมัยบุกเบิก
กําจร บุญแปง สิ่งประทับใจครั้งแรก ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2477 ผมได้ไปรายงานตัวที่แผนกศึกษาธิการในฐานะเป็น นักเรียนทุนครูเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็เดินทางออกจากจังหวัดกลับไปบ้านที่บ้านต้นซาง หมู่ที่ 9 ต. สันทรายหลวง อ. สันทราย โดยพาหนะรถจักรยานสามล้อแบบตอปิโด (คือรถพ่วงข้าง คนโดยสารนั่งข้างคนขี่รถ แต่หันหน้าไปข้างหน้า 1 คน และหันหน้าไปทางท้ายรถ 9 คน) เสียค่ารถหนึ่งสลึง (25 สตางค์) สำหรับระยะทางราว 10 กม. ของถนนหินและดิน เมื่อกลับถึงบ้าน แล้วก็เก็บรวบรวมของใช้เพื่อเดินทางต่อไปแม่โจ้ โดยพาหนะเกวียนเทียมวัวคู่ เสียค่าจ้างเกวียน อีกสลึงเดียว (25 สตางค์) สมัยนั้นถนนหลวงจาก อ. สันทรายไปแม่โจ้ยังไม่มี รถต่าง ๆ ที่กล้ามาวิ่งจึงต้องใช้เส้นทางชนบทที่ติดต่อระหว่างหมู่บ้านกันเอง เกวียนของผมใช้เส้นทางจากบ้านต้นซาง ผ่านเข้าไปทางปิฎก ผ่านวัดแม่แก้ดหลวงไปออกวัดแม่แก้ดน้อย (ซึ่งบางที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดแพะ) แล้วก็ต่อไปถึงบ้านแม่โจ้ ระยะทางที่ไปเกวียนนี้ประมาณ 7 กม. แต่ค่าจ้างสมัย พ.ศ.…
-

“งานหนักไม่เคยฆ่าคน”
“งานหนักไม่เคยฆ่าคน” หากได้ยินคำนี้จะทำให้เรานึกถึงลูกแม่โจ้ แต่หลายท่านอาจจะไม่รู้ประวัติความเป็นของปรัชญางานหนักไม่เคยฆ่าคน ฝ่ายจดหมายเหตุและคอลชั่นพิเศษ จึงขอกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของประวัติปรัชญางานหนักไม่เคยฆ่าคน ศาตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ให้ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2497 ศาตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ได้รับราชการในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ นับเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาแม่โจ้สู่มิติใหม่ โดยรับจำนวนนักศึกษาเกินกว่าที่กรมอาชีวศึกษากำหนด จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่านักศึกษาเหล่านั้นมีความพร้อมและต้องการเรียนเกษตรจริง ๆ ด้วยการทำงานหนักหลังผ่านการทดสอบได้เดือนเศษ ท่านได้กล่าวแสดงความยินดีต่อนักศึกษาที่เหลืออยู่ว่า “การเรียนเกษตรที่แม่โจ้นี้ ต้องฝึกความทรหดสู้งานทุกอย่างได้ ไม่ถ้อถอย เพื่อจะได้เป็นลูกแม่โจ้ที่อดทน เข้มแข็ง ไม่กลัวงานหนัก ท่านขอให้จดจำคำพูดของท่านเสมอว่า งานหนักไม่เคยฆ่าคน ใครตายเพราะงานหนัก จะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้ที่แม่โจ้” ที่มา : บันทึกแม่โจ้ ความคิด ชีวิต ตำนาน หน้า 196
-

สระเกษตรสนาน
งานฤดูหนาวจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2478 นั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2478 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2479 ทางสถานีทดลองกสิกรรม และโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ภาคเหนือ ก็ได้จัดนิทรรศการแสดงกิจกรรมการเกษตรด้วยโดยใช้อาคาร “เรือนเพชร” โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยเป็นที่จัดแสดงเป็นครั้งแรกที่มีการออกร้านนิทรรศการของหน่วยงานราชการ จากส่วนกลางไปร่วมงานฤดูหนาวเชียงใหม่ วันที่ 18 ธันวาคม 2478 อาจารย์ใหญ่ คุณพระช่วงฯ ได้หารือกับนักเรียนทั้งหมด 266 คน ในวันปิดภาคเรียนเทอมกลาง ถึงการรวมพลังความสามัคคีช่วยกันขุดสระเป็นอนุสรณ์และ พัฒนาพื้นที่ในโรงเรียน โดยร่วมมือกันขุดสระกว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร ความลึกบริเวณหอกระโดด 3 เมตร ที่เหลือลึก 2 เมตร มีพื้นที่ต้องขุดดินจริงๆ ประมาณ 4,100 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้น คนหนึ่งจะต้องขุดดินขึ้นประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตร วันที่ 20 ธันวาคม…
-

“ความรู้สึกของข้าพเจ้าต่อสถาบันแม่โจ้”
“ความรู้สึกของข้าพเจ้าต่อสถาบันแม่โจ้” โดย นายอนันต์ โกเมศ ข้าพเจ้าคิดว่ามีคนจํานวนไม่น้อยที่รู้จักและคุ้นเคยกับคําว่า “แม่โจ้” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางการเกษตรที่เก่าแก่สถาบันหนึ่งของประเทศไทย ที่ได้ผลิตนักศึกษาหรือบุคคลากรด้านเกษตรออกไปประกอบอาชีพในสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งในภาคเอกชนด้วยเป็นจํานวนมาก ข้าพเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ผ่านการศึกษาจากสถาบันนี้ ซึ่งในขณะนั้น “แม่โจ้” มีฐานะเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีหลักสูตร 2 ปี เมื่อสําเร็จแล้วบางท่านก็ออกไปประกอบอาชีพรับราชการตามกรมต่าง ๆ และประกอบอาชีพส่วนตัวก็มีมาก และที่เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีเป็นบางส่วน และมีส่วนน้อยที่ได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอื่น เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะแยกย้ายกันไปหลังจากสําเร็จการศึกษาแล้วก็ตาม แต่ความผูกพันต่อสถาบันแม่โจ้ ต่อเพื่อนร่วมชั้นและร่วมสถาบันยังคงมีอยู่อย่างแน่นแฟ้นและมิได้เลือนลางไปจากจิตใจของทุกคน ถ้าจะพูดถึงสปิริตแล้วลูกแม่โจ้ทุกคนมีสปิริตสูง พร้อมที่จะสละทั้ง กําลังใจ กําลังกาย และกําลังทรัพย์ เพื่อจรรโลงสถาบันและเพื่อนร่วมสถาบันเมื่อคราวจําเป็น ซึ่งจะหาสถาบันอื่นมาเปรียบเทียบได้ยาก ข้าพเจ้ากล้ากล่าวเช่นนี้ได้ก็เพราะว่า ข้าพเจ้าได้ผ่านสถาบันการศึกษามาหลายแห่ง แต่ไม่มีสถาบันใดที่ข้าพเจ้าจะมีจิตใจผูกพันแนบแน่นเหมือน “แม่โจ้” ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากการศึกษาที่แม่โจ้ในสมัยนั้นเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้พักอยู่ร่วมกัน ปฏิบัติงานด้วยความลําบากและศึกษาร่วมกัน และต่อสู้กับความเจ็บไข้ได้ป่วยร่วมกัน ทุกคนอดทน หนักเอาเบาสู้ สมบุกสมบัน ไม่อ่อนแอทั้งกายและใจ รู้จักกันทั่วถึง จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยที่ลูกแม่โจ้ทุกคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันไม่ว่าจะแยกย้ายกันไปอยู่ที่ใดไปเล็กหรือไปใหญ่ที่ไหน เมื่อได้ยินคําว่า “แม่โจ้” ความรู้สึกเก่าก่อนก็กลับมาสู่จิตใจ รวมทั้งความรักความผูกพันต่อกันต่อแม่โจ้กลับมาสู่สํานึกอย่างเต็มเปี่ยม…
-

ชีวิตสองปีในแม่โจ้
ชีวิตสองปีในแม่โจ้ โดย บุญช่วย เลี้ยงสกุล การศึกษาทำให้นิสัยของมนุษย์งามน่าชม หลายคนที่พูดว่าการ กสิกรรมไม่ต้องศึกษาก็ทําได้ แน่นอน ใคร ๆ ก็ทำการกสิกรรมได้ แต่ผู้ที่มีการศึกษาสูงจึงจะทราบได้ว่า การศึกษากสิกรรมดีอย่างไร ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาคงทราบไม่ได้ว่า วิชากสิกรรมมีหลักอย่างไรบ้าง สําหรับผู้ที่ได้เรียนได้รู้คงทราบว่า วิชากสิกรรมเป็นวิชาที่ยาก ไม่ใช่เรียนจากการพูดหรือตำหรับตำราเท่านั้น ต้องอาศัยความชำนาญทางปฏิบัติเป็นส่วนมาก จึงจะยังผลให้สําเร็จได้ ผู้ใดที่ไม่นึกเช่นนี้ ก็เท่ากับไม่ได้เรียนหลักกสิกรรม กสิกรรมเป็นการกระทำที่ยากลําบาก กสิกรต้องศึกษาและปฏิบัติงานด้วยความสามารถ ทั้งต้องเป็นผู้อดทน และ ขยันขันแข็ง จึงจะทราบผลว่าการกสิกรรมเป็นอย่างไร พวกเราได้อุทิศร่างกายและใจบากบั่นมาเป็นกสิกรก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวนั้น ผู้ที่ทําการกสิกรรมสําเร็จนั่นคือ พวก Working Patriots ไม่ใช่ Talking Patriots และเพื่อความต้องการ Working Patriots นี้เองที่พวกเราได้ใช้ชีวิตมาศึกษาวิชากสิกรรมมาเป็น กสิกรแท้ ๆ แต่ชีวิตการศึกษาได้ฝ่าฟันอุปสรรคและสิ่งแวดล้อมอย่างไรนั้นก็คือ ชีวิตสองปีในแม่โจ้ที่จะกล่าวต่อไป พ.ศ. 2478 เป็นปีแรกที่พวกเราทั้งหลายได้เข้ามาศึกษา บริเวณแม่โจ้ยังทึบไปด้วยทิวไม้ การเป็นอยู่ขลุกขลักมากในต้นปี เดี๋ยวถูกย้ายอยู่เรือนโน้นเดี๋ยวเรือนนี้ กว่าจะเรียบร้อยกันได้ก็เกือบสิ้นภาคต้น ในชั้นแรก พวกเรายังไม่สนิทสนมกันเพราะต่างคนก็มาจากจังหวัดต่าง ๆ…
-

อาจารย์ใหญ่คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ
อาจารย์ใหญ่คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ โดย นายธีระ นาคะธีรานนท์ อาจารย์ใหญ่หรืออาจารย์พระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นเสมือนบิดาหรือผู้บุกเบิก “แม่โจ้” ในตําแหน่งราชการท่านคืออาจารย์ใหญ่ ร.ร. ฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ และร.ร.มัธยมวิสามัญเกษตรกรรมแม่โจ้จังหวัดเชียงใหม่ สําหรับโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมเริ่มตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2477 เป็นรุ่นที่ 1 โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม เริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2478 เป็นรุ่นที่ 1 ผู้เขียนจบจากโรงเรียนฝึกหัดครู รุ่นที่ 3 พ.ศ. 2479-2480 โดยเป็นนักเรียนในนามของจังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้คัดเลือกส่งไป การเดินทางจากจังหวัดนครสวรรค์ไปจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นระยะทางที่แสนไกล ได้เดินทางไปโดยรถไฟด่วน จากสถานีปากน้ำโพตอนกลางคืนค่อนข้างดึกมีเพื่อนนักเรียนและครูไปส่งกันพอสมควร จําได้ว่าผู้จากไปมีการร้องไห้ด้วย บนรถไฟด่วนได้พบคณะนักเรียนซึ่งไปเรียนที่แม่โจ้แห่งเดียวกันหลายคน เดินทางถึงเชียงใหม่ตอนกลางวันที่สถานีรถไฟนครเชียงใหม่ มีครูจากโรงเรียนนํารถโดยสารมารอรับพวกเราเพื่อนําคณะเราออกจากเวียงไปแม่โจ้ รถยนต์เป็นรถสองแถวขนาดกลาง 4 ล้อ ด้านข้างบุสังกะสีซึ่งเป็นรถแบบนั้นในสมัยนั้นและเหมือน ๆ กันหมด รถยนต์ถึงแม่โจ้ตอนบ่าย พวกเราได้ยินชาวเชียงใหม่พูดสนทนากันด้วยคําเมืองเป็นครั้งแรก เราไม่รู้เรื่อง ที่จําได้คือ คิง ๆ ฮา ๆ เท่านั้น…
-

-

ไม่มีชนเหนือชั้นในแม่โจ้
ไม่มีชนเหนือชั้นในแม่โจ้ โดย กัสสปะ อัคนิทัต ผู้เขียนหลายท่าน ได้บรรยายไว้ค่อนข้างละเอียดถึงบุคคลิกลักษณะ อุปนิสัย ความรู้ ความสามารถ ความเมตตาปราณี ความมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานทุกชนชั้น ตลอดจนการบําเพ็ญตนในฐานะอาจารย์ต่อศิษย์ได้ครบถ้วนของอาจารย์พระช่วงเกษตรศิลปการ โดยเขียนตามทรรศนะของแต่ละท่าน แต่ทั้งหลายทั้งสิ้นก็มารวมเป็นทรรศนะเดียวกันเป็นเอกฉันท์ คือท่านอาจารย์พระช่วงฯ เป็นบุคคลที่ควรแก่การเทิดทูน เคารพ บูชา และควรถือเป็นแบบอย่างของผู้ที่เป็นครูอาจารย์ ทั้งมวลที่รักและประสงค์จะเป็นครูอาจารย์ที่เพียบพร้อมด้วยคุณงามความดี เพื่อตนเองและเพื่อการศึกษาของประเทศ อีกทรรศนะหนึ่งที่ยังไม่มีผู้ใดกล่าวถึง ซึ่งได้มีความคิดคํานึงว่า การปฏิบัติตนอันเป็นอุปนิสัยของอาจารย์ในเรื่องนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่บันดาลให้แม่โจ้เป็นดินแดนแห่งความสงบ ร่มเย็น ปราศจากการแตกแยกไม่ว่าจะเป็น ระหว่างนักเรียนต่อนักเรียน (จํานวน 300 – 500) ครูอาจารย์ต่อครูอาจารย์ หรือนักเรียนต่อครูอาจารย์ ซึ่งแตกต่างกันโดยกําเนิด ฐานะ พื้นฐานการศึกษา หรือ หลักสูตรการศึกษา (ฝึกหัดครู : วิสามัญเกษตรฯ) สิ่งสําคัญนั้นคือ อาจารย์พระช่วงฯ ได้ถือหลักแห่งความเสมอภาคอยู่ในใจเป็นนิจสิน และหลักการนี้เองสามารถทําให้ท่านได้บริหารการศึกษาเกษตร-แม่โจ้ ให้มีความสงบสุข ร่มเย็น และมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน สามารถรวมใจรวมพลังกลุ่มชนหลายร้อยหรือนับพันถ้ารวมข้าราชการ พนักงาน และคนงานของสถานีทดลองกสิกรรมภาคพายัพ รวมถึงครอบครัวซึ่งท่านดํารงตําแหน่งหัวหน้าสถานีฯ ด้วยอีกตําแหน่งหนึ่ง…
-

เยาว์วัยในแม่โจ้
เยาว์วัยในแม่โจ้ โดย ชื่นสุข โลจายะ จําได้ว่าขณะที่อยู่กับคุณพ่อที่แม่โจ้นั้น ดิฉันเพิ่งอายุแค่ 4 ขวบ อยู่ที่นั่นจนกระทั่ง อายุ 6 ขวบ จึงกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เราเริ่มต้นที่แม่โจ้ด้วยการอยู่ในบ้านกระต๊อบหลังคามุงด้วยใบตองตึง (ใบพลวง) ใบตองตึงเป็นใบไม้ใหญ่ รูปไข่คล้ายใบหูกวาง เอามาเย็บติดต่อกันเป็นตับๆ คล้ายตับจาก เวลาจะเดินทางจากบ้านแม่โจ้เข้าเมืองเชียงใหม่ บางครั้งไม่มีเกวียนจะนั่งก็ต้องเดิน เอาใบตองตึงมาปิดศีรษะกันแดด ตอนขากลับเข้าแม่โจ้เวลากลางคืน คุณพ่อเอาปืนมาวางบนตัก เกรงจะมีอันตรายกลางทาง เพราะเป็นการเดินทางในป่าที่แสนมืด ช่างน่ากลัวเสียจริง ๆ เด็ก ๆ รู้สึกว่าเป็นเรื่องผจญภัยคล้ายในหนัง คุณพ่อได้ให้คนงานมาหักร้างถางพงและพัฒนาแม่โจ้จนป่ากลายเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กระต๊อบ ได้กลายเป็นเรือนไม้มีใต้ถุนสูง มีโรงเรียนเป็นเรือนไม้แถวยาวๆ นักเรียนแม่โจ้เริ่มต้นวันแรกมีไม่กี่สิบคน ทุกคนต้องทํางานหนักตรากตรําและต่อสู้กับภัยธรรมชาติอย่างทรหด ผิดกับนักเรียนเกษตรศาสตร์แม่โจ้ในปัจจุบัน ที่ได้นั่งเรียนในตึกหรูหรา รุ่นแรก ๆ ทุกคนยังคงจำดิฉันและน้อง ๆ ได้ดี เพราะเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่ทุกคนมาคอยอุ้มหรือแบกใส่บ่าไปเที่ยวชมป่าสนุกสนานเหมือนเป็นน้อง ๆ ของนักเรียนทุกคน เท่าที่จําชื่อได้ก็มี พี่ถมยา บุณยเกตุ แผ่พืช เทพหัสดินทร์…